<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ฟาร์มกบ อบอ๊บ ฟาร์ม สุพรรณบุรี</title>
	<atom:link href="http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.obobfarm.com/FrogFarm</link>
	<description>ศูนย์รวมอุปกรณ์เลี้ยงกบ ครบวงจร ทั้งปลีกและส่ง ตลอดทั้งปี  โทร. O81-172-OO26</description>
	<lastBuildDate>Fri, 11 May 2012 06:33:42 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>อุปนิสัยของ กบ</title>
		<link>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=148</link>
		<comments>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=148#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Jul 2006 09:38:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[คู่มือ วิธีการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[live frog]]></category>
		<category><![CDATA[thai frog]]></category>
		<category><![CDATA[กบ]]></category>
		<category><![CDATA[กบ นา]]></category>
		<category><![CDATA[กบ ลูก อ๊อด]]></category>
		<category><![CDATA[กบคอนโดในขวด]]></category>
		<category><![CDATA[กบนา]]></category>
		<category><![CDATA[กบบลูฟรอก]]></category>
		<category><![CDATA[กบบลูฟร็อก]]></category>
		<category><![CDATA[กบบลูฟร๊อก]]></category>
		<category><![CDATA[กบบูลฟรอก]]></category>
		<category><![CDATA[กบบูลฟรอค]]></category>
		<category><![CDATA[กบบูลฟร็อก]]></category>
		<category><![CDATA[กบเนื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[กบในขวด]]></category>
		<category><![CDATA[กบไทย]]></category>
		<category><![CDATA[กระชังเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[การ เลี้ยง ลูก กบ]]></category>
		<category><![CDATA[การจำหน่ายกบ]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแลกบ]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนถ่ายน้ำกบ]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบขาย]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบเพื่อจำหน่าย]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบในกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบในขวด]]></category>
		<category><![CDATA[ขาย กบ]]></category>
		<category><![CDATA[ขาย พันธุ์ กบ]]></category>
		<category><![CDATA[ขาย ลูก กบ]]></category>
		<category><![CDATA[ขายกบนา]]></category>
		<category><![CDATA[ขายพันธ์กบ]]></category>
		<category><![CDATA[ขายรถตีดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นอยู่ของกบ]]></category>
		<category><![CDATA[จำหน่าย กบ]]></category>
		<category><![CDATA[จำหน่ายกบ]]></category>
		<category><![CDATA[จำหน่ายพันธุ์กบ]]></category>
		<category><![CDATA[จำหน่ายลูกกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิตกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อลูกกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ขายกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ที่จำหน่ายลูกกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ที่อยู่อาศัยของกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติของกบ]]></category>
		<category><![CDATA[นิสัยกบ]]></category>
		<category><![CDATA[บลูฟาร์ม]]></category>
		<category><![CDATA[บ่อ เลี้ยง กบ]]></category>
		<category><![CDATA[บ่อเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ประชากรกบ]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุ์ กบ]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุ์กบนา  ลูกกบนา]]></category>
		<category><![CDATA[พันธ์กบนา]]></category>
		<category><![CDATA[ฟามร์กบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์มเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ราคากบนา]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาลูกกบนา]]></category>
		<category><![CDATA[รู้จักกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ลูก กบ]]></category>
		<category><![CDATA[วงจรชีวิตกบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเลี้ยงกบในกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[สถานที่จำหน่ายพันธุ์กบ]]></category>
		<category><![CDATA[สถานที่จำหน่ายลูกกบ]]></category>
		<category><![CDATA[สถานที่รับซื้อกบ]]></category>
		<category><![CDATA[สถานที่เลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[สายพันธุ์กบไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สายพันธ์กบ]]></category>
		<category><![CDATA[อนุบาลลูกกบ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารลูกก]]></category>
		<category><![CDATA[อ๊บ]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรกรเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[เนื้อกบ]]></category>
		<category><![CDATA[เพาะพันธุ์กบ]]></category>
		<category><![CDATA[เพาะลูกอ๊อด]]></category>
		<category><![CDATA[เลี้ยงกบขาย]]></category>
		<category><![CDATA[เลี้ยงกบนา]]></category>
		<category><![CDATA[เลี้ยงกบในกล่อง]]></category>
		<category><![CDATA[เลี้ยงกบในกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[เลี้ยงกบในขวด]]></category>
		<category><![CDATA[แผนที่ บึง ฉ วา ก]]></category>
		<category><![CDATA[แผนที่ท่าเตียน]]></category>
		<category><![CDATA[แผนที่บึงฉวาก]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งจำหน่ายกบ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งจำหน่ายลูกกบ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งที่อยู่อาศัยของกบ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งอาหารของกบ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งเพาะพันธุ์กบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=148</guid>
		<description><![CDATA[
กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ที่ต้องให้ความใส่ใจในการเลี้ยงดูพอสมควร โดยนิสัยหลักๆที่พอจะสรุปได้ คือ
1. กบชอบอยู่ในที่ชื้นแฉะมีน้ำขัง มากกว่าอยู่ในน้ำตลอดเวลา แต่ไม่ชอบที่แห้งๆ
2. กบชอบอากาศที่อบอุ่น มากกว่าอากาศหนาวเย็น
3. กบชอบอาศัยอยู่ในที่สะอาด และไม่มีศัตรู เช่น นก หรือ งู
4. กบจะตกใจง่าย ขี้หวาดกลัว และกระโดดหนีอย่างรุนแรง ถ้าตกใจมากๆ
5. กบไม่ชอบอยู่ในที่ ที่มีเสียงดังมาก หรือมีควันไฟ
6. กบมักจะเปลี่ยนสีผิวหนังไปตามสีของสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย
7. กบจะกินอาหารน้อยลงหรือจำศีล เมื่ออาการเย็น ทำให้เลี้ยงโตช้าช่วงหน้าหนาว
8. ถ้าน้ำที่ใช้เลี้ยงไม่ดีพอ จะสังเกตเห็นเมือกเหนียวที่กบจะปล่อยออกมาเพื่อเครือบผิวหนังป้องกันเชื้อโรคและน้ำที่มากัดผิวหนัง เป็นผลให้น้ำเน่าเหม็นคาวอย่างรวดเร็ว
9. ช่วงต้นฤดูฝนใหม่ๆ กบจะเป็นโรคต่างๆได้ง่าย เช่น โรคตาขาว โรคกระแตเวียน โรคปากแดง โรคเป็นแผลพุพอง จึงต้องระวังในการเลี้ยงเป็นพิเศษ และให้ยาตามความเหมาะสม
เมื่อเราพอที่จะทราบอุปนิสัยของกบกันไปคร่าวๆแล้ว คราวนี้เราจะต้องมาคิดกันต่อไปว่า ถ้าเราจะเริ่มเลี้ยงกบเราจะต้องทำอย่างไรให้สถานที่สำหรับใช้เลี้ยงกบนั้นเป็นสถานที่ที่กบชอบอยู่ เพราะถ้าทำได้ผลที่ตามมาคือ กบแข็งแรง โตไว ไม่เป็นโรค ไม่ต้องใช้ยารักษาให้สิ้นเปลืองต้นทุน ทำให้กบมีชีวิตรอดจนถึงจับขายได้ในอัตราที่สูง และจำหน่ายได้ราคาดี

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0px;" title="อุปนิสัยของกบ" src="wp-content/images/frogfarm001.jpg" alt="อุปนิสัยของกบ" /></p>
<p><strong>กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ที่ต้องให้ความใส่ใจในการเลี้ยงดูพอสมควร โดยนิสัยหลักๆที่พอจะสรุปได้ คือ</strong></p>
<p>1. กบชอบอยู่ในที่ชื้นแฉะมีน้ำขัง มากกว่าอยู่ในน้ำตลอดเวลา แต่ไม่ชอบที่แห้งๆ<br />
2. กบชอบอากาศที่อบอุ่น มากกว่าอากาศหนาวเย็น<br />
3. กบชอบอาศัยอยู่ในที่สะอาด และไม่มีศัตรู เช่น นก หรือ งู<br />
4. กบจะตกใจง่าย ขี้หวาดกลัว และกระโดดหนีอย่างรุนแรง ถ้าตกใจมากๆ<br />
5. กบไม่ชอบอยู่ในที่ ที่มีเสียงดังมาก หรือมีควันไฟ<br />
6. กบมักจะเปลี่ยนสีผิวหนังไปตามสีของสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย<br />
7. กบจะกินอาหารน้อยลงหรือจำศีล เมื่ออาการเย็น ทำให้เลี้ยงโตช้าช่วงหน้าหนาว<br />
8. ถ้าน้ำที่ใช้เลี้ยงไม่ดีพอ จะสังเกตเห็นเมือกเหนียวที่กบจะปล่อยออกมาเพื่อเครือบผิวหนังป้องกันเชื้อโรคและน้ำที่มากัดผิวหนัง เป็นผลให้น้ำเน่าเหม็นคาวอย่างรวดเร็ว<br />
9. ช่วงต้นฤดูฝนใหม่ๆ กบจะเป็นโรคต่างๆได้ง่าย เช่น โรคตาขาว โรคกระแตเวียน โรคปากแดง โรคเป็นแผลพุพอง จึงต้องระวังในการเลี้ยงเป็นพิเศษ และให้ยาตามความเหมาะสม</p>
<p>เมื่อเราพอที่จะทราบอุปนิสัยของกบกันไปคร่าวๆแล้ว คราวนี้เราจะต้องมาคิดกันต่อไปว่า ถ้าเราจะเริ่มเลี้ยงกบเราจะต้องทำอย่างไรให้สถานที่สำหรับใช้เลี้ยงกบนั้นเป็นสถานที่ที่กบชอบอยู่ เพราะถ้าทำได้ผลที่ตามมาคือ กบแข็งแรง โตไว ไม่เป็นโรค ไม่ต้องใช้ยารักษาให้สิ้นเปลืองต้นทุน ทำให้กบมีชีวิตรอดจนถึงจับขายได้ในอัตราที่สูง และจำหน่ายได้ราคาดี<br />
<HR></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?feed=rss2&amp;p=148</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เตรียมพร้อมก่อนเริ่มเลี้ยงกบ</title>
		<link>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=146</link>
		<comments>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=146#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Jul 2006 09:35:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[คู่มือ วิธีการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[กบ คอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[กบ ชีวิตความเป็นอยู่]]></category>
		<category><![CDATA[กบขวด]]></category>
		<category><![CDATA[กบขุน]]></category>
		<category><![CDATA[กบผสมพันธุ์]]></category>
		<category><![CDATA[กบโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[กบในกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[กบไข่แก่]]></category>
		<category><![CDATA[การ เลี้ยง กบ คอน โด]]></category>
		<category><![CDATA[การ เลี้ยง กบ ใน บ่อ ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[การก่อบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[การจำศีลของกบ]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาดกบ]]></category>
		<category><![CDATA[การทดลองเลี้ยงกบในขวดพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[การเจริญเติบโตของลูกอ๊อด]]></category>
		<category><![CDATA[การเจาะโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[การเปลี่ยนสีของกบ]]></category>
		<category><![CDATA[การเป็นอยู่ของกบ]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะพันธุ์กบ]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะฟักกบ]]></category>
		<category><![CDATA[การเพาะเลี้ยงลูกกบ]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้บงกบนา]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้บงกบในขวด]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบ บ่อพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบในกระชังจังหวัดสุพรรณบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อควรคำนึงวิธีการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[คำนวณต้นทุนเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[คู่มือการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[คู่มือเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดซื้อขายกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุนค่าอาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุนเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหากบเป็นโรค]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบน้ำเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ราคากบต่ำสุด]]></category>
		<category><![CDATA[ราคากบสูงสุด]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาขายกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาขายปลีกกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาขายส่งกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ราคารับซื้อกบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการนำไข่ไปฟัก]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเตรียมสถานที่เลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเลี้ยงกบให้รวย]]></category>
		<category><![CDATA[ศึกษาวิธีเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือสอนเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์เลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[เงินทุนเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[เตรียมตัวเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[เตรียมพร้อมก่อนเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[เตรียมพื้นที่เลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[เริ่มเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสารคู่มือการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งเพาะเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ใช้น้ำคลองเลี้ยงกบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=146</guid>
		<description><![CDATA[สิ่งที่เกษตรกรต้องคำนึงและเตรียมตัวก่อนเลี้ยงกบ มีขั้นตอนสรุป ดังนี้
1. ต้องศึกษาหาความรู้เบื้องต้นในการเลี้ยงกบจากฟาร์มกบโดยตรงหรือผู้ที่เลี้ยงกบอยู่แล้ว อย่าอาศัยแค่อ่านจากเว็ปหรือหนังสือ เพราะการปฏิบัติจริงต้องละเอียดอ่อนกว่ามากๆ (การเลี้ยงสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เป็นงานที่ยุ่งยาก ลำบาก และต้องมีเวลาดูแลเอาใจใส่ตลอดทั้งวัน ต้องหมั่นสังเกตอาการ ตลอดเวลา ถ้ารู้ช้าจะเสียหายเกือบทั้งหมด และขาดทุนในที่สุด)
  1.1 ต้องหาตลาดรองรับให้ได้ก่อน โดยเข้าดูได้ที่นี่
  1.2 อย่าลงทุนมากในตอนแรก ให้ลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด ซึ่งเราแนะนำให้เลี้ยงด้วยชุดกระชังบนดินของอบอ๊บฟาร์ม โดยเข้าดูได้ที่นี่
  1.3 ลูกกบตาย อย่าทิ้งให้เอามาเลี้ยงปลาดุกต่อ โดยใช้กระชังบนดินรุ่นเลี้ยงปลาดุก ของอบอ๊บฟาร์ม โดยเข้าดูได้ที่นี่
2. กำหนดต้นทุนที่จะใช้เลี้ยงและเงินหมุนเวียนต่อเดือน โดยให้แบ่งดังนี้
  2.1 เงินค่าสิ่งปลูกสร้างและทำสถานที่ใช้เลี้ยง ซึ่งเราแนะนำให้เลี้ยงด้วยชุดกระชังบนดินของอบอ๊บฟาร์ม โดยเข้าดูได้ที่นี่
  2.2 เงินค่าลูกพันธุ์กบ ราคาลูกพันธุ์กบเฉลี่ยตัวละ 1 &#8211; 2 บาท (อย่าซื้อตัวเล็กมากๆ เพราะเลี้ยงไม่ค่อยรอด แม้ราคาจะถูกกว่านี้ก็ตาม ทำให้เสียกำลังใจ)
  2.3 เงินค่าอาหารกบ เพื่อเลี้ยงจนจับขายได้ ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 2 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สิ่งที่เกษตรกรต้องคำนึงและเตรียมตัวก่อนเลี้ยงกบ มีขั้นตอนสรุป ดังนี้</strong></p>
<p>1. ต้องศึกษาหาความรู้เบื้องต้นในการเลี้ยงกบจากฟาร์มกบโดยตรงหรือผู้ที่เลี้ยงกบอยู่แล้ว อย่าอาศัยแค่อ่านจากเว็ปหรือหนังสือ เพราะการปฏิบัติจริงต้องละเอียดอ่อนกว่ามากๆ <FONT COLOR="#FF0000">(การเลี้ยงสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เป็นงานที่ยุ่งยาก ลำบาก และต้องมีเวลาดูแลเอาใจใส่ตลอดทั้งวัน ต้องหมั่นสังเกตอาการ ตลอดเวลา ถ้ารู้ช้าจะเสียหายเกือบทั้งหมด และขาดทุนในที่สุด)</FONT><br />
  1.1 ต้องหาตลาดรองรับให้ได้ก่อน <a href="http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=51">โดยเข้าดูได้ที่นี่</a><br />
  1.2 อย่าลงทุนมากในตอนแรก ให้ลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด ซึ่งเราแนะนำให้เลี้ยงด้วยชุดกระชังบนดินของอบอ๊บฟาร์ม <a href="http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=72">โดยเข้าดูได้ที่นี่</a><br />
  1.3 ลูกกบตาย อย่าทิ้งให้เอามาเลี้ยงปลาดุกต่อ โดยใช้กระชังบนดินรุ่นเลี้ยงปลาดุก ของอบอ๊บฟาร์ม <a href="http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=72">โดยเข้าดูได้ที่นี่</a><br />
2. กำหนดต้นทุนที่จะใช้เลี้ยงและเงินหมุนเวียนต่อเดือน โดยให้แบ่งดังนี้<br />
  2.1 เงินค่าสิ่งปลูกสร้างและทำสถานที่ใช้เลี้ยง ซึ่งเราแนะนำให้เลี้ยงด้วยชุดกระชังบนดินของอบอ๊บฟาร์ม <a href="http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=72">โดยเข้าดูได้ที่นี่</a><br />
  2.2 เงินค่าลูกพันธุ์กบ ราคาลูกพันธุ์กบเฉลี่ยตัวละ 1 &#8211; 2 บาท (อย่าซื้อตัวเล็กมากๆ เพราะเลี้ยงไม่ค่อยรอด แม้ราคาจะถูกกว่านี้ก็ตาม ทำให้เสียกำลังใจ)<br />
  2.3 เงินค่าอาหารกบ เพื่อเลี้ยงจนจับขายได้ ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 2 &#8211; 2.5 เดือน(ถ้าใช้ลูกพันธุ์กบอายุ 45 วัน ขึ้นไป)<br />
  2.4 เงินค่ายารักษาโรค จะใช้มากถ้าระบบน้ำที่ใช้เลี้ยงไม่ค่อยดี และช่วงต้นฤดูฝน<br />
<HR><br />
<strong>ต้นทุนการเลี้ยงกบ เพื่อให้ได้กบโตขนาด 4 ตัว/กก. จำนวน 1 กก. เพื่อจำหน่าย (คิดให้แบบเฉลี่ยๆนะครับ)</strong><br />
- ค่าลูกพันธุ์กบ 4 ตัว เป็นเงิน 4 x 1 = 4 บาท  ( <a href="http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=49">ต้นทุนการเพาะพันธุ์ลูกกบ เพื่อเลี้ยงเอง คลิ๊กดูที่นี่</a> )<br />
- ค่าอาหารกบประมาณ 1 กก. เป็นเงิน 1 x 25 = 25 บาท (ถ้าใช้ลูกพันธุ์ราคาตั้งแต่ 2 บาทขึ้นไป ค่าอาหารจะลดลงอีกเล็กน้อย)<br />
ดังนั้น รวมต้นทุน เป็นเงิน 4 + 25 = 29 บาท/กบโต 1 กก. (ไม่รวมค่าแรง ค่าอุปกรณ์และค่าบริหารจัดการ)</p>
<p>ฉะนั้น ถ้าท่านเลี้ยงกบ จำนวน 1,000 กก. สมมุติจับขายที่ราคา 45 บาท/กก. โดยใช้เวลาประมาณ 2.5 เดือน<br />
ท่านจะได้กำไร เป็นเงิน (45 &#8211; 29) x 1,000 = 16,000 บาท เฉลี่ย 6,400 บาท/เดือน</p>
<p><FONT COLOR="#FF0000"><strong>สรุป เลี้ยงกบขายปัจจุบันมีต้นทุนเฉลี่ย 24 &#8211; 29 บาท/กบโต 1 กก.<br />
(กำไรขึ้นอยู่กับราคาขายที่พ่อค้าคนกลางที่รับซื้อ แต่ถ้าขายปลีกในระแวกบ้านจะได้ราคาดีกว่ามากๆครับ)</strong></FONT></p>
<p><FONT COLOR="#FF0000"><strong>ดังนั้น อย่าคาดหวังรายได้จากการเลี้ยงกบ ให้มากนัก</strong></FONT> เพราะถ้าคุณคำนวณเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรง ค่ายารักษาโรค ให้ดีคุณอาจจะพบว่าคุณแค่มีงานทำ คือ &#8220;ได้เลี้ยงกบ&#8221; แต่คุณแทบจะไม่ได้กำไรอะไรเลย จึงฝากไว้เป็นข้อคิดก่อนที่จะตัดสินใจเลี้ยงนะครับ ผมคนจริงใจก็บอกกันไปตรงๆแบบนี้ เพาะว่ามันเหมาะกับผู้ที่เป็นเกษตรกรอยู่แล้วและเลี้ยงกบเป็นอาชีพเสริม หากมีกบเหลือมากๆก็จำหน่ายพันธุ์ลูกกบและกบโตให้พ่อค้าคนกลางครับ<br />
<HR><br />
3. เลือกรูปแบบการเลี้ยงให้เหมาะสมกับพื้นที่และระบบการเปลี่ยนถ่ายน้ำ<br />
หากคุณกำลังจะให้คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้เลี้ยงมีอายุมาก ช่วยเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริมทางฟาร์มแนะนำให้คุณใช้กระชังบนดินเป็นทางเลือกแรก เพราะปลอดภัยที่สุด (บ่อดิน และบ่อปูน จะเสี่ยงต่อการลื่นล้มเป็นอัมพาฒ หรือเป็นลมแดด จมน้ำเสียชีวิตได้ เพราะอาจต้องใช้สะพานเดินลงไปให้อาหารภายในบ่อ(ถ้าบ่อใหญ่ๆ)<br />
(<a href="http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?page_id=72">แนะนำกระชังแบบตั้งบนพื้นดิน เติมน้ำใช้เลี้ยงกบได้ทันที ทั้งประหยัดและปลอดภัยที่สุด</a>)<br />
4. หาฟาร์มกบ ที่จำหน่ายพันธุ์ลูกกบ ในบริวเณใกล้เคียง เพื่อสะดวกต่อการขนย้ายลูกกบ ให้มากที่สุด แต่อย่าโทรสั่งทางโทรศัพท์ ให้ลองแวะไปดูขนาดหรือของจริงก่อนซื้อจะดีและคุ้มค่าที่สุดครับ (เสียเวลาเสียน้ำมัน ดีกว่าได้ของไม่ดีหรือย้อมแมวนะครับ)<br />
5. ผู้เลี้ยงต้องพร้อมและมีเวลาพอสมควรเพราะการเลี้ยงกบเพื่อขายต้องหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำ หมั่นคัดขนาดลูกกบ เพื่อป้องกันกบเป็นโรคและกัดกินกันเอง<br />
6. ยังไม่ต้องกังวลเรื่องสายพันธุ์กบมากนัก ให้ไปซื้อลูกพันธุ์จากฟาร์มใดก็ได้มาทดลองเลี้ยงดูก่อน เพราะว่าทุกฟาร์มย่อมมีสายพันธุ์กบที่ตลาดต้องการอยู่แล้ว (ถ้าสายพันธุ์ของเขาไม่ดีจริงๆ เขาคงไม่กล้าเลี้ยงเยอะๆไว้เพื่อขายหรอกครับ)<br />
7. ยังไม่ต้องกังวลเรื่องการตลาดและที่ขายจนเกินไป เนื่องจากสินค้าเกษตรต้องผลิตให้ได้ก่อน จึงจะเสนอขายได้ เพราะผู้ซื้อต้องเห็นสินค้าก่อนซื้อไปบริโภค (เลี้ยงไม่ถึง 500 กก. แนะนำให้ขายในพื้นที่ใกล้เคียง เลี้ยงมากกว่านี้จะมีพ่อค้าคนกลางไปซื้อที่หน้าฟาร์มของท่านเองนะครับ) ประเทศเรามีผู้บริโภคกบอยู่ทั่วไปครับ ขายได้แน่นอน<br />
8. การเลี้ยงกบจะเริ่มช่วงเดือนใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นช่วงที่ราคาดีๆ เพราะถ้าท่านเริ่มเลี้ยงใหม่ๆโอกาสที่จะเลี้ยงรอดและได้ราคาดีตามช่วงที่ท่านคาดไว้ก็มีไม่มากหรอกครับ ดังนั้นให้คิดว่าเริ่มวันนี้ เริ่มไว เลี้ยงได้เลี้ยงรอดเร็วก็จะได้ขายราคาดีในรอบต่อๆไปครับ (ช่วงหน้าฝนใหม่ๆ กบจะมีราคาถูกที่สุดครับ จากนั้นจะเริ่มขึ้นจนถึงก่อนฤดูฝนถัดไป)<br />
9. อย่าทุบหม้อข้าวหม้อแกง แบบรอรายได้จากการเลี้ยงกบเท่านั้น ท่านต้องมีอาชีพอื่นๆทำควบคู่ไปก่อน เพราะอาชีพเกษตรจะยากตรงที่เราควบคุมธรรมชาติ ไม่ได้ คาดเดายากครับ<br />
10. อย่าท้อแท้เมื่อเลี้ยงครั้งแรกๆแล้วพบว่ากบตายไปมาก เพราะเป็นปกติที่การเริ่มเลี้ยงในระยะแรกๆจะต้องไม่มีผลกำไร ให้ลงทุนต่อไปและแก้ไขปัญหาต่างๆที่พบโดยปรึกษาผู้รู้หรือผู้ที่เลี้ยงกบมาก่อน<br />
11. ผู้ที่เริ่มเลี้ยงแนะนำให้หาซื้อลูกพันธุ์กบมาทดลองเลี้ยงสัก 1 ปี ก่อน แล้วค่อยหาพ่อแม่พันธุ์กบมาเพาะเองต่อไป จะคุ้มค่าเงินและเวลามากกว่า<br />
12. ราคาที่พ่อค้าคนกลางรับซื้อกบที่หน้าฟาร์มส่วนใหญ่ต่ำสุดที่ 23 บาท/กก. สูงสุดที่ 65 บาท/กก. และขายปลีกตามท้องตลาดต่ำสุดที่ 60 บาท/กก. สูงสุดที่ 130 บาท/กก. สำหรับพื้นที่ภาคกลาง ส่วนภาคอื่นๆราคาส่วนใหญ่สูงกว่าภาคกลางเฉลี่ย 10 &#8211; 20 บาท/กก. (ผมรวบรวมข้อมูลจากที่ผมได้เคยสอบถามจากคนที่พอรู้จักกันมาครับ โดยราคาต่ำสุดมักอยู่ในเดือน กรกฎาคม และสูงสุดที่ปลายๆเดือนเมษายน ของทุกปีครับ) <FONT COLOR="#FF0000">ดังนั้นท่านต้องคำนวณต้นทุนการเลี้ยงดีๆก่อนตัดสินใจเริ่มเลี้ยงกบครับ</FONT><br />
<HR><br />
<FONT COLOR="#FF0000"><strong>มีการรับซื้อกบคืนจริงๆ หรือกลลวงกันแน่?</strong></FONT><br />
มีบางที่ ที่อาจจะบอกหรือรับปากกับท่านว่าเขารับซื้อคืนแน่นอน โดยให้ราคาเท่าโน้นเท่านี้ ถ้าซื้อลูกพันธุ์จากเขาไป ท่านจงคิดใตร่ตรองให้มากๆ ว่าท่านเลี้ยงมากน้อยเพียงใด และอยู่ไกลจากฟาร์มนั้นๆเท่าใด แล้วเขาจะยอมเสียเวลา เสียน้ำมันวิ่งมารับซื้อกบจำนวนเพียงไม่กี่กิโลกรัมกลับไปอย่างที่ว่าไว้หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่เขาจะรู้ว่าถ้าขายให้ท่านไปแล้ว(ขาจร หรือ คนเลี้ยงหน้าใหม่ๆ) ท่านมักจะมาซื้อซ้ำอีกไม่เกิน 2 ครั้ง (บางทีอาจถูกยัดกบที่มีปัญหาปนมาให้ท่านอีกด้วย) บางแห่งก็แค่พูดๆไปเพื่อให้ขายได้เท่านั้นก็มี ท่านต้องระวังและคิดทบทวนอย่างรอบคอบก่อนซื้อนะ เพราะมีหลายท่านถามมาและบ่นให้ผมฟังประจำว่ามีเจอผู้ขายแนวนี้เยอะ จึงเตือนไว้ล่วงหน้า <FONT COLOR="#FF0000">สังเกตง่ายๆ ถ้าเป็นผู้ที่ผลิตลูกอ๊อดเองจะต้องมีพ่อแม่พันธุ์ และบ่ออนุบาลลูกอ๊อด ไม่ใช่มีแค่บ่อพักลูกกบเล็กไว้รอขายต่ออย่างเดียว</FONT><br />
<HR><br />
<strong>การเริ่มต้นเลี้ยงผู้เลี้ยงจะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญๆ ได้แก่</strong><br />
1. ราคาขาย เมื่อกบโตได้ขนาด<br />
   ซึ่งปกติราคากบจะสูงในช่วง ปลายๆพฤศจิกายน &#8211; กลางพฤษภาคม ของทุกปี ดังนั้นกว่าที่เราจะขายกบได้ต้องเลี้ยงประมาณ 2 &#8211; 3 เดือน จึงต้องกะเวลาให้โตพร้อมขายในช่วงนี้ครับ<br />
2. โรคที่เกิดจากกบ<br />
   จากประสบการณ์ พอจะสรุปได้ว่า กบจะเป็นโรคมากในเดือน กรกฏาคม &#8211; ตุลาคม อันเนื่องมาจากเป็นหน้าฝน เช่น โรคตาขาวขุ่น กระแตเวียน แผลพุฟอง ขาแดง ปากแดง ซึ่งสาเหตุที่เกิดจะยังไม่ชี้แจงเพราะประเด็นคือ ถ้าผู้เริ่มเลี้ยงยังไม่มีประสบการ์มากนักจะทำให้ท้อได้หากเริ่มเลี้ยงกบในช่วงนี้ และเกิดเป็นโรคขึ้น<br />
3. แหล่งที่มาของลูกกบ แบ่งเป็นจะเพาะลูกเอง หรือหาซื้อลูกกบจากที่อื่นๆมาเลี้ยง<br />
   3.1 การเพาะลูกกบจะสำเร็จได้ง่าย(กบไข่ง่ายกว่า)ในช่วง กรกฏาคม &#8211; ตุลาคม<br />
   3.2 หาซื้อลูกกบมาเลี้ยง ช่วงกรกฏาคม &#8211; ตุลาคม ราคาลูกกบจะถูกกว่าช่วงอื่นๆ แต่ราคาจำหน่ายกบโตก็จะต่ำตามไปด้วย เช่น 25 ถึง 32 บ./กก.</p>
<p><strong>ดังนั้นสรุปเป็นสูตรง่ายๆ ดังนี้ครับ</strong><br />
1.กรณีซื้อลูกกบจากที่อื่นๆมาเลี้ยง<br />
   1.1 เริ่มเลี้ยง ช่วงต้นฤดูหนาวหรือปลายฝน &#8211; เดือนกุมภาพันธ์<br />
      ข้อดี คือ เมื่อกบโตจะขายได้ราคาดีกว่า + โอกาสกบเป็นโรคอาจจะต่ำกว่า<br />
      ข้อเสีย คือ ลูกพันธุ์ราคาจะค่อนข้างสูง + ถ้าหนาวๆกบจะไม่ค่อยโตและตายเยอะ<br />
   1.2 เริ่มเลี้ยง ช่วงต้นฤดูฝน &#8211; เดือนกันยายน<br />
      ข้อดี คือ ลูกพันธุ์ราคาจะถูกกว่า + ลูกพันธุ์จะหาง่าย<br />
      ข้อเสีย คือ เมื่อกบโตจะขายได้ราคต่ำ + โอกาสกบเป็นโรคอาจจะสูงที่สุด</p>
<p>2.กรณีซื้อพ่อแม่พันธุ์กบมาเพาะลูกกบเอง<br />
   2.1 เริ่มเลี้ยง ช่วงต้นฤดูหนาวหรือปลายฝน &#8211; เดือนกุมภาพันธ์<br />
      ข้อดี คือ หากเพาะลูกได้จะสามารถขายลูกกบได้ในราคาสูง + เมื่อกบโตจะขายได้ราคาดีกว่า + โอกาสกบเป็นโรคอาจจะต่ำกว่า<br />
      ข้อเสีย คือ หากมือใหม่ก็ยากที่จะเพาะพันธุ์ได้สำเร็จง่ายๆ + ถ้าหนาวๆลูกอ๊อดจะไม่ค่อยโตและตายเยอะ<br />
   2.2 เริ่มเลี้ยง ช่วงต้นฤดูฝน &#8211; เดือนกันยายน<br />
      ข้อดี คือ การเพาะพันธุ์ลูกกบจะสำเร็จได้ง่ายๆ (กบจะไข่เยอะ)<br />
      ข้อเสีย คือ ลูกกบที่เพาะได้จะขายยากและราคาต่ำ + เมื่อเลี้ยงกบโตจะขายได้ราคต่ำ + โอกาสกบเป็นโรคอาจจะสูงที่สุด  + การดูแลลูกอ๊อดค่อนข้างจะยาก บางครั้งฝนตกหนักลูกอ๊อดอาจน็อคตายทั้งบ่อ</p>
<p><strong>จากข้อมูลดังกล่าวที่เราได้รวบรวมไว้จากประสบกาณ์เฉพาะสถานที่ของเรา จึงสรุปได้ว่า</strong><br />
1. การเลี้ยงในปีแรกๆคงจะยังไม่ได้กำไรอะไรมากนัก นอกจากได้ประสบการณ์เพื่อใช้ในปีถัดๆไป<br />
2. ผู้เลี้ยงต้องตั้งใจจริง ไม่ท้อ ไม่เลิกล้มกลางคัน เมื่อพบปัญหาต้องปรึกษาผู้ที่เลี้ยงมาก่อน<br />
3. ต้องทำใจยอมรับได้เรื่องการขาดทุนบ้างในระยะแรกหรือบางปี และไม่ท้อเมื่อเกิดปัญหา </p>
<p><strong>ก็จะสรุปได้ว่าเริ่มเลี้ยงช่วงปลายฤดูฝน หรือเดือน ม.ค. จะดีและเหมาะสมกับผู้เลี้ยงมือใหม่มากที่สุดครับ<br />
ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการเกิดโรค และก็จะขายได้ราคาดีกว่า เมื่อกบโตพร้อมขาย</p>
<p>ทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของฟาร์มเรานะครับ ผู้อ่านกรุณาตัดสินใจด้วยตนเองครับ</strong><br />
<HR></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?feed=rss2&amp;p=146</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการเลี้ยงกบคอนโด</title>
		<link>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=36</link>
		<comments>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=36#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Jul 2006 07:39:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[คู่มือ วิธีการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[กบคอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[กบยางรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบคอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบในบริเวณบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบในบ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงพ่อแม่พันธ์กบ]]></category>
		<category><![CDATA[การให้อาหารกบคอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูลการเลี้ยงกบคอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[จำหน่ายพ่อแม่พันธุ์กบ]]></category>
		<category><![CDATA[ชื้อลูกกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวอย่างการเลี้ยงกบบ่อพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุน การ เลี้ยง กบ]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุนการเลี้ยงกบคอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[ที่มาของการเลี้ยงกบในกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัทค้าส่งกบ]]></category>
		<category><![CDATA[บ่อตีดินปูนซีเมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพกบคอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[ระยะเวลาการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ราคากบคอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาคอนโดเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการเลี้ยงกบคอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีจับกบขาย]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีถ่ายน้ำกบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีถ่ายน้ำกบคอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีทำคอนโดเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[สถานที่เลี้ยงกบคอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์เลี้ยงกบคอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งขายคอนโดเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งขายยางรถยนต์เลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งเลี้ยงกบคอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[ไข่กบลูกอ๊อดของกบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=36</guid>
		<description><![CDATA[การลงทุนประกอบธุรกิจเลี้ยงกบ ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่เกษตรกรหลายพื้นที่ให้ความสนใจและนิยมหันมาเลี้ยงกบกันมากขึ้น นอกจากเกษตรกรจะลงทุนสร้างบ่อลอยหรือบ่อซีเมนต์ เลี้ยงกบแล้ว เกษตรกรบางรายยังใช้ภูมิปัญญาพัฒนา วิธีเลี้ยงกบ เป็นการลดต้นทุน ด้วยการเลี้ยงกบในขวดน้ำ และเลี้ยงกบคอนโด เพียงแต่จัดหายางรถสิบล้อเก่า ๆ มาวางซ้อนเป็นชั้น ๆ ใส่น้ำนำลูกกบไปปล่อยเลี้ยง ใช้เวลาเลี้ยง ให้อาหารประมาณ 2 เดือน กบก็จะโตขายได้ราคาดี
ผู้ที่สนใจจะเลี้ยงกบไว้ข้างบ้านนั้น แนะนำให้เลี้ยงกบคอนโด นอกจากจะไม่สิ้นเปลืองน้ำ ใช้พื้นที่ไม่มากแล้ว กบที่เลี้ยงในคอนโดจะโตเร็วกว่ากบที่เลี้ยงในบ่อลอยที่ต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือน แต่กบคอนโดใช้เวลา 2 เดือนก็จะโตเต็มที่ขายได้ 3 &#8211; 4 ตัวต่อ 1 กก. และสร้างคอนโด 1 ชุด สามารถเลี้ยงกบได้ 100 ตัว สำหรับอาหารที่นำมาใช้เลี้ยงกบ ตามปกติก็มีอาหารกบขายอยู่ตามท้องตลาด แต่เพื่อประหยัดต้นทุน ก็ทดลองนำอาหารปลาดุกมาเลี้ยงกบได้ หรือผสมกล้วยน้ำว้าในอาหารให้กบกิน กบก็จะโตได้ตามปกติและยังให้น้ำหนักดีอีกด้วย

วิธีการเลี้ยงกบคอนโด
 1. วัสดุอุปกรณ์
       1.1 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การลงทุนประกอบธุรกิจเลี้ยงกบ ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่เกษตรกรหลายพื้นที่ให้ความสนใจและนิยมหันมาเลี้ยงกบกันมากขึ้น นอกจากเกษตรกรจะลงทุนสร้างบ่อลอยหรือบ่อซีเมนต์ เลี้ยงกบแล้ว เกษตรกรบางรายยังใช้ภูมิปัญญาพัฒนา วิธีเลี้ยงกบ เป็นการลดต้นทุน ด้วยการเลี้ยงกบในขวดน้ำ และเลี้ยงกบคอนโด เพียงแต่จัดหายางรถสิบล้อเก่า ๆ มาวางซ้อนเป็นชั้น ๆ ใส่น้ำนำลูกกบไปปล่อยเลี้ยง ใช้เวลาเลี้ยง ให้อาหารประมาณ 2 เดือน กบก็จะโตขายได้ราคาดี</p>
<p>ผู้ที่สนใจจะเลี้ยงกบไว้ข้างบ้านนั้น แนะนำให้เลี้ยงกบคอนโด นอกจากจะไม่สิ้นเปลืองน้ำ ใช้พื้นที่ไม่มากแล้ว กบที่เลี้ยงในคอนโดจะโตเร็วกว่ากบที่เลี้ยงในบ่อลอยที่ต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือน แต่กบคอนโดใช้เวลา 2 เดือนก็จะโตเต็มที่ขายได้ 3 &#8211; 4 ตัวต่อ 1 กก. และสร้างคอนโด 1 ชุด สามารถเลี้ยงกบได้ 100 ตัว สำหรับอาหารที่นำมาใช้เลี้ยงกบ ตามปกติก็มีอาหารกบขายอยู่ตามท้องตลาด แต่เพื่อประหยัดต้นทุน ก็ทดลองนำอาหารปลาดุกมาเลี้ยงกบได้ หรือผสมกล้วยน้ำว้าในอาหารให้กบกิน กบก็จะโตได้ตามปกติและยังให้น้ำหนักดีอีกด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0px;" title="วิธีการเลี้ยงกบคอนโด" src="wp-content/images/frogfarm029.jpg" /><img class="aligncenter" style="border: 0px;" title="วิธีการเลี้ยงกบคอนโด" src="wp-content/images/frogfarm017.jpg" /></p>
<p><strong>วิธีการเลี้ยงกบคอนโด</strong></p>
<p> <em>1. วัสดุอุปกรณ์</em><br />
       1.1 ยางรถ (ขนาด รถแทรกเตอร์ เลี้ยงได้100 ตัว,ขนาด รถ 10 ล้อ เลี้ยงได้ 50 ตัว, ขนาด 6 ล้อ เลี้ยงได้ 30 ตัว,ขนาด 4 ล้อ เลี้ยงได้ 20 ตัว)<br />
       1.2 ทรายหยาบ<br />
       1.3 ตะแกรง<br />
       1.4 กบพันธุ์ ( <strong><a href="http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?page_id=4">หลักการเลือกซื้อลูกกบ</a></strong> )<br />
       1.5 ปูนขาว<br />
       1.6 อาหารกบแท้ หรือปลาดุก<br />
       1.7 ถาดวางอาหาร</p>
<p><em> 2. วิธีการเลี้ยง</em><br />
       2.1 เริ่มต้นด้วยการหาพื้นที่เลี้ยงกบ(แสงแดดส่องรำไร)<br />
     2.2 ใช้ทรายหยาบถมหนาประมาณ 6 นิ้ว<br />
       2.3 เสร็จแล้วให้ใช้ตะแกรงรองพื้น<br />
       2.4 แล้วเทหินเกล็ดทับตะแกรง หนาประมาณ 3 นิ้ว<br />
       2.5 วางคอนโด (ยางรถ 3 เส้น ซ้อนทับขึ้นไป)<br />
      2.6 ปล่อยกบลงคอนโด<br />
       2.7 นำตะแกรงปิดปากคอนโดของกบ ด้านบน เพื่อป้องกันกบกระโดดออกไป</p>
<p><em>3. อาหารกบและการให้อาหาร</em><br />
       3.1 ใช้อาหารปลาดุกเม็ดใหญ่ ให้กบกินทุกเช้า เย็น โดยวางอาหารไว้ในถาดด้านล่างคอนโด<br />
       3.2 อาหารเสริมเป็นผักบุ้งหั่นฝอย ให้กิน ทุก 2 วัน/ครั้ง<br />
       3.3 ใส่น้ำ 2 คอนโด (ชั้นที่ 1 และ 2) ถ่ายน้ำทุก 3 วัน<br />
       3.4 ล้างหินและอุปกรณ์ให้สะอาด ล้างด้วยจุลินทรีย์ผลไม้<br />
       3.5 ใช้ไฟส่อง ล่อแมลงให้กบกิน เป็นอาหารเสริม<br />
       3.6 เลี้ยงไปประมาณ 20 วัน ให้แยกขนาดกบเล็ก-ใหญ่</p>
<p><em>4. พันธุ์กบที่นำมาเลี้ยง</em> เป็นกบคอนโด เป็นกบพันธุ์ ที่หาซื้อได้ตามฟาร์มทั่วๆไปครับ</p>
<p>5. ระยะเวลาการเลี้ยงกบประมาณ 2 เดือน<br />
<HR><br />
<strong>ข้อดี</strong><br />
1. เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดี  และดีกว่าการเลี้ยงแบบใส่ขวดพลาสติก<br />
2. ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน<br />
3. ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร<br />
4. ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า<br />
5. เหมาะกับผู้เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อศึกษา ไม่หวังผลกำไร<br />
<HR><br />
<strong>ข้อเสีย</strong><br />
1. ยากต่อการสังเกตและดูแล หากเลี้ยงในปริมาณมากๆ<br />
2. ไม่เหมาะกับการเลี้ยงจริงจังเชิงพาณิชย์ ที่ต้องมีปริมาณผลผลิตต่อเดือนสูง</p>
<p><strong>หมายเหตุ</strong><br />
ทางฟาร์ม ไม่เคยเลี้ยงกบคอนโด อย่างจริงจังมาก่อน ข้อมูลด้านบนได้รวบรวมมาจากแหล่งต่างๆ เพื่อให้ท่านได้ศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น<br />
<em>แต่อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก</em><br />
http://www.kasetonline.com/?p=19<br />
http://www.nicaonline.com/webboard/index.php?topic=4974.msg5886<br />
http://www.coastalaqua.com/webboard/index.php?topic=1547.0<br />
http://www.kingdomplaza.com/article/file/frogcondo.pdf<br />
<HR></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?feed=rss2&amp;p=36</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการเลี้ยงกบในกระชัง</title>
		<link>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=34</link>
		<comments>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=34#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Jul 2006 07:37:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[คู่มือ วิธีการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[กบกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[กบจำศีล]]></category>
		<category><![CDATA[กระชังกบ]]></category>
		<category><![CDATA[กระชังตาข่าย]]></category>
		<category><![CDATA[กระชังบก]]></category>
		<category><![CDATA[กระชังบนดิน]]></category>
		<category><![CDATA[กระชังผ้าใบ]]></category>
		<category><![CDATA[กระชังพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[กระชังเลี้ยงปลา]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายน้ำกบกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[ขนาดกระชังเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ขนาดอาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ขายกระชังเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ขุดบ่อเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[จำหน่ายกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[จำหน่ายกระชังเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[จำหน่ายแผ่นโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[ชุดเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ตาข่ายเลี้ยงปลา]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุนการเลี้ยงกบในกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[ผ้ายางปูบ่อกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ผ้ายางรองกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[ผ้ายางรองบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[ผ้าใบปูบ่อกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ผ้าใบปูบ่อปลา]]></category>
		<category><![CDATA[ผ้าใบปูบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพกบกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[ระยะเวลาการเลี้ยงกบในกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[ราคากระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[ราคากระชังเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีจับกบกระชังขาย]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีทำกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีทำกระชังเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเลี้ยงกบในกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเลี้ยงกบในบ่อผ้าใบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเลี้ยงกบในบ่อพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[วิธ๊เย็บกระชังเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[อายุการใช้งานกระชังเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์ทำกระชังเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์เลี้ยงกบในกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรเย็บกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[แผ่นยางรองเท้า]]></category>
		<category><![CDATA[แผ่นยางรองเท้าเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[แผ่นยางลอยน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[แผ่นโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[แผ่นโฟมลอยน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งจำหน่ายกระชัง]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งเลี้ยงกบกระชัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=34</guid>
		<description><![CDATA[การเลี้ยงกบในกระชัง
• เป็นรูปแบบที่นิยมเลี้ยงกันมากเช่นกัน เพราะมีต้นทุนน้อยกว่าเลี้ยงในบ่อปูนพอสมควร
• สะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำที่สุด แต่ยากต่อการควบคุมความสะอาดบ่อและยากต่อการควบคุมโรคกว่าบ่อปูน
ภาพ กระชังเลี้ยงกบ และอาหาร &#124; ภาพ บรรยากาศฟาร์ม ยามเย็น
ลักษณะบ่อดินเพื่อใช้เลี้ยงกบในกระชัง
• โดยจะขุดบ่อดินขาดประมาณ 35 x 20 เมตรขึ้นไป ลึก 80 &#8211; 100 เซ็นติเมตร ไว้หลายๆบ่อ ส่วนใหญ่จะเหมาะกับผู้ที่มีพื้นที่เป็นท่งนามาก่อน
• นำกระชังเลี้ยงกบสำเร็จรูป(ใช้เครื่องจักรเย็บกระชัง จะทนทานกว่าใช้มือเย็บเอง) โดยกระชังที่นิยมที่สุดคือ ขนาด 3 x 4 เมตร ซึ่งจะใส่กบได้ประมาณ 1,200 &#8211; 2,500 ตัว/กระชัง เลยทีเดียว โดยมักจะใส่จนเต็มพอดีกับพื้นที่ และมีทางเดินตรงกลางเพื่อสะดวกต่อการให้อาหารและจับกบทยอยขายได้
• สูบน้ำเข้าบ่อประมาณ 50 เซ็นติเมตร แล้วนำกระชังขึงด้วยไม้ใผ่ และนำแผ่นยางลอยน้ำ รองใต้กระชัง เพื่อให้ลอยเหนือน้ำ เป็นพื้นที่แฉะสำหรับกบอาศัยอยู่
• ด้านบนปิดด้วยตาข่าย กันศัตรูกบมากิน และมีสแลนพรางแสงและกันฝน กันกบตกใจ
• ปกติถ้าน้ำดีๆจะถ่ายน้ำทุกๆ 7 วัน ก็ได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การเลี้ยงกบในกระชัง</strong><br />
• เป็นรูปแบบที่นิยมเลี้ยงกันมากเช่นกัน เพราะมีต้นทุนน้อยกว่าเลี้ยงในบ่อปูนพอสมควร<br />
• สะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำที่สุด แต่ยากต่อการควบคุมความสะอาดบ่อและยากต่อการควบคุมโรคกว่าบ่อปูน</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0px;" title="ลักษณะบ่อดินเพื่อใช้เลี้ยงกบในกระชัง" src="wp-content/images/frogfarm022.jpg" /><A HREF="http://www.obobfarm.com/AllPicture/floating_basket.html" target="_blank">ภาพ กระชังเลี้ยงกบ และอาหาร</A> | <A HREF="http://www.obobfarm.com/AllPicture/AllOurFarm.html" target="_blank">ภาพ บรรยากาศฟาร์ม ยามเย็น</A></p>
<p><strong>ลักษณะบ่อดินเพื่อใช้เลี้ยงกบในกระชัง</strong><br />
• โดยจะขุดบ่อดินขาดประมาณ 35 x 20 เมตรขึ้นไป ลึก 80 &#8211; 100 เซ็นติเมตร ไว้หลายๆบ่อ ส่วนใหญ่จะเหมาะกับผู้ที่มีพื้นที่เป็นท่งนามาก่อน<br />
• นำกระชังเลี้ยงกบสำเร็จรูป(ใช้เครื่องจักรเย็บกระชัง จะทนทานกว่าใช้มือเย็บเอง) โดยกระชังที่นิยมที่สุดคือ ขนาด 3 x 4 เมตร ซึ่งจะใส่กบได้ประมาณ 1,200 &#8211; 2,500 ตัว/กระชัง เลยทีเดียว โดยมักจะใส่จนเต็มพอดีกับพื้นที่ และมีทางเดินตรงกลางเพื่อสะดวกต่อการให้อาหารและจับกบทยอยขายได้<br />
• สูบน้ำเข้าบ่อประมาณ 50 เซ็นติเมตร แล้วนำกระชังขึงด้วยไม้ใผ่ และนำแผ่นยางลอยน้ำ รองใต้กระชัง เพื่อให้ลอยเหนือน้ำ เป็นพื้นที่แฉะสำหรับกบอาศัยอยู่<br />
• ด้านบนปิดด้วยตาข่าย กันศัตรูกบมากิน และมีสแลนพรางแสงและกันฝน กันกบตกใจ<br />
• ปกติถ้าน้ำดีๆจะถ่ายน้ำทุกๆ 7 วัน ก็ได้ โดยสังเกตจากกลิ่นของน้ำเป็นสำคัญ จะต้องไม่เหม็นมากนัก</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0px;" title="มีทางเดินตรงกลางเพื่อสะดวกต่อการให้อาหารและจับกบทยอยขายได้" src="wp-content/images/frogfarm023.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0px;" title="ใส่กบได้ประมาณ 1,200 - 2,500 ตัว/กระชัง" src="wp-content/images/frogfarm024.jpg" /></p>
<p><strong>น้ำสำหรับใช้เลี้ยงกบกระชัง</strong><br />
• หากน้ำที่ใช้เป็นกรด จะต้องใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพน้ำและตรวจวัดความเป็นกรดด่างของน้ำอีกครั้งหนึ่ง และมีการพักน้ำดังกล่าวไว้ก่อนนำมาเลี้ยงกบ<br />
• น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะซึ่งคุณภาพของน้ำมักจะไม่สม่ำเสมอหรือปนเปื้อนสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ดังนั้นควรพิจารณาในการนำมาใช้ ถ้าจะนำมาใช้ควรมีบ่อพักเก็บกักน้ำไว้ก่อน<br />
• หากน้ำที่ใช้เป็นน้ำบาดาลควรผ่านการกรองและพักน้ำไว้ก่อนนำมาใช้ แต่บางที่มีคุณภาพดีก็นำมาใช้เลี้ยงกบรุ่นๆได้เลยเช่นกัน<br />
<HR><br />
<strong>ข้อดี</strong><br />
1. เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่ทุ่งไร่ ทุ่งนาได้ดีมากๆ<br />
2. อายุการใช้งานของกระชังเฉลี่ย 2 &#8211; 3 ปี ต่อกระชัง เงินลงทุนกระชังละไม่เกิน 600 บาท/กระชัง<br />
3. เปลี่ยนถ่ายน้ำได้บ่อยๆ และง่าย รวดเร็ว กว่าแบบอื่นๆมาก ถ้ามีน้ำคลองสามารถเปิดให้ไหลผ่านหมุนเวียนได้ตลอด จะดีที่สุด กบจะไม่มีโรค และไม่เปลืองค่ายารักษาโรค<br />
4. ให้อาหารง่าย ไม่เปลืองอาหารมากนัก เหมือนๆกับการเลี้ยงในบ่อปูน<br />
5. ควบคุมดูแลโรคได้ง่ายกว่าแบบอื่นๆ เหมือนๆกับการเลี้ยงในบ่อปูน แต่ด้อยกว่าเล็กน้อย<br />
6. เป็นการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม และคุ้มค่าที่สุดอีกแบบหนึ่ง<br />
7. สามารถจับกบขายได้ตลอดเวลา<br />
8. กบไม่มีกลิ่นอับติดตัว เพราะเลี้ยงใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด<br />
9. กบมีพยาธิน้อยเพราะไม่ได้สัมผัสดิน โคลนโดยตรง<br />
10. จำนวนกบที่รอดชีวิตจนจับขายได้ มีสูงกว่าบ่อดินธรรมดามาก<br />
<HR><br />
<strong>ข้อเสีย</strong><br />
1. หากผู้เลี้ยงมีอายุมาก จะเสี่ยงต่อการลื่นล้มเป็นอัมพาฒ หรือเป็นลมแดด จมน้ำเสียชีวิตได้ เพราะอาจต้องใช้สะพานเดินลงไปให้อาหารภายในบ่อ(ถ้าบ่อใหญ่ๆ)<br />
(<a href="http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?page_id=72">แนะนำกระชังแบบตั้งบนพื้นดิน เติมน้ำใช้เลี้ยงกบได้ทันที ทั้งประหยัดและปลอดภัยที่สุด</a>)<br />
2. ลงทุนสูงกว่าเลี้ยงกบในบ่อดินธรรมดา แต่ต้นทุนยังน้อยกว่าการสร้างบ่อปูน<br />
3. ถ้าน้ำเสีย กบในบ่อทุกกระชังจะได้รับผลกระทบพร้อมกันหมดทั้งบ่อ เป็นโรคแล้วควบคุมหรือรักษาให้หายค่อนข้างยากกว่าบ่อปูนพอสมควร<br />
4. ถ้าทำกระชังไม่ดีพอ หรือเย็บเองโดยขาดความรู้ กระชังมักจะมีรูรั่วหรือขาดโดยที่เราไม่รู้ จนกบหนีไปหมดในที่สุด<br />
5. ต้องรื้อถอนและทำกระชังใหม่เมื่อครบระยะเวลา 2 &#8211; 3 ปี ทำให้ต้องลงทุนค่ากระชังอีกครั้ง<br />
6. ถ้าเลิกเลี้ยงต้องรื้นถอนกระชังออก และต้องซื้อดินมาถมบ่อ สิ้นเปลืองมากๆ<br />
<HR></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?feed=rss2&amp;p=34</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการเลี้ยงกบในกล่องโฟม</title>
		<link>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=32</link>
		<comments>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=32#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Jul 2006 07:36:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[คู่มือ วิธีการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[กบกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[กบในกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายน้ำกบกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบในกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[ขนาดกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อดีข้อเสียการเลี้ยงกบในกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[จำนวนการเลี้ยงกบในกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุนการเลี้ยงกบในกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาการเลี้ยงกบในกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพกบในกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[ระยะเวลาเลี้ยงกบในกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[ราคากล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาขายกบกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีจับกบในกล่องโฟมขาย]]></category>
		<category><![CDATA[สถานที่เลี้ยงกบในกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์เลี้ยงกบในกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งจำหน่ายกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งเลี้ยงกบในกล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกบในกล่องโฟม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=32</guid>
		<description><![CDATA[การเลี้ยงกบในกล่องโฟมคอนโด
อันนี้ต้องยกเครดิตให้คุณลุงฉะอ้อน นะครับข้อมูลส่วนที่ผมรวบรวมมาจะเป็นแนวคิดที่คุณลุงท่านนี้ริเริ่มไว้ แล้วผมมาเล่าต่อนะครับ

ก่อนอื่นต้องหากล่องโฟมขนาดกว้าง 40 ซม.ยาว 60 ซม. สูง 30 ซม. โดยหาซื้อได้จากห้างสรรพสินค้า ที่ห้างใช้ใส่ผักผลไม้มาวางจำหน่าย ประมาณราคากล่องละ 70 &#8211; 80 บาท แต่ต้องเลือกกล่องโฟมที่ใช้ในการใส่ผักและผลไม้เท่านั้น เนื่องจากกล่องโฟมเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างเมื่อนำมาใช้เป็นสถานที่เลี้ยงกบ และต้องเลือกดูว่ากล่องโฟมไม่มีการรั่วซึมหรือไม่
จากนั้นนำมาทำความสะอาดและดัดแปลงโดยการเจาะรูรอบกล่องทั้ง 4 ด้านเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก นำเทปกาวมาติดยึดฝากล่องให้พับปิดเปิดได้ แล้วเจาะรูด้านบนฝากล่อง ตัดปากขวดน้ำดื่มพลาสติก ยัดใส่ลงไปในรูที่เจาะไว้เพื่อใช้เป็นที่ให้อาหาร เมื่อหาที่วางกล่องเรียบร้อย ใส่น้ำลงไปให้สูงประมาณ 1 ซม. นำกบจากบ่ออนุบาลที่มีอายุ 2 เดือนใส่กล่องละ 100 ตัว ( หลักการเลือกซื้อลูกกบ ) ไปวางไว้ในโรงเรือนหรือที่ใดก็ได้ แต่ห้ามไปตั้งกลางแจ้งหรือถูกแดดเด็ดขาดเพราะจะทำให้กบร้อนตายได้
เพื่อประหยัดเนื้อที่ นำกล่องโฟมตั้งซ้อนกันไว้แต่ไม่ควรเกิน 4 ชั้น เพราะจะสะดวกต่อการให้อาหาร โดยการให้อาหารกบก็จะใช้หัวอาหารกบหรืออาหารปลาดุกโตวันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น ส่วนการเปลี่ยนถ่ายน้ำก็ควรจะเปลี่ยน 2 วันต่อครั้ง เพื่อไม่ให้น้ำสกปรก ส่วนการเปลี่ยนน้ำก็ทำได้ง่ายๆ โดยการแง้มฝากล่องแล้วเทน้ำออกจากนั้นก็นำสายยางสอดลงไปในที่ให้อาหาร ปล่อยน้ำเข้ากลับไปเหมือนเดิม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การเลี้ยงกบในกล่องโฟมคอนโด</strong><br />
อันนี้ต้องยกเครดิตให้คุณลุงฉะอ้อน นะครับข้อมูลส่วนที่ผมรวบรวมมาจะเป็นแนวคิดที่คุณลุงท่านนี้ริเริ่มไว้ แล้วผมมาเล่าต่อนะครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0px;" title="การเลี้ยงกบในกล่องโฟมคอนโด" src="wp-content/images/frogfarm027.jpg" /></p>
<p>ก่อนอื่นต้องหากล่องโฟมขนาดกว้าง 40 ซม.ยาว 60 ซม. สูง 30 ซม. โดยหาซื้อได้จากห้างสรรพสินค้า ที่ห้างใช้ใส่ผักผลไม้มาวางจำหน่าย ประมาณราคากล่องละ 70 &#8211; 80 บาท แต่ต้องเลือกกล่องโฟมที่ใช้ในการใส่ผักและผลไม้เท่านั้น เนื่องจากกล่องโฟมเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างเมื่อนำมาใช้เป็นสถานที่เลี้ยงกบ และต้องเลือกดูว่ากล่องโฟมไม่มีการรั่วซึมหรือไม่</p>
<p>จากนั้นนำมาทำความสะอาดและดัดแปลงโดยการเจาะรูรอบกล่องทั้ง 4 ด้านเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก นำเทปกาวมาติดยึดฝากล่องให้พับปิดเปิดได้ แล้วเจาะรูด้านบนฝากล่อง ตัดปากขวดน้ำดื่มพลาสติก ยัดใส่ลงไปในรูที่เจาะไว้เพื่อใช้เป็นที่ให้อาหาร เมื่อหาที่วางกล่องเรียบร้อย ใส่น้ำลงไปให้สูงประมาณ 1 ซม. นำกบจากบ่ออนุบาลที่มีอายุ 2 เดือนใส่กล่องละ 100 ตัว ( <strong><a href="http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?page_id=4">หลักการเลือกซื้อลูกกบ</a></strong> ) ไปวางไว้ในโรงเรือนหรือที่ใดก็ได้ แต่ห้ามไปตั้งกลางแจ้งหรือถูกแดดเด็ดขาดเพราะจะทำให้กบร้อนตายได้</p>
<p>เพื่อประหยัดเนื้อที่ นำกล่องโฟมตั้งซ้อนกันไว้แต่ไม่ควรเกิน 4 ชั้น เพราะจะสะดวกต่อการให้อาหาร โดยการให้อาหารกบก็จะใช้หัวอาหารกบหรืออาหารปลาดุกโตวันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น ส่วนการเปลี่ยนถ่ายน้ำก็ควรจะเปลี่ยน 2 วันต่อครั้ง เพื่อไม่ให้น้ำสกปรก ส่วนการเปลี่ยนน้ำก็ทำได้ง่ายๆ โดยการแง้มฝากล่องแล้วเทน้ำออกจากนั้นก็นำสายยางสอดลงไปในที่ให้อาหาร ปล่อยน้ำเข้ากลับไปเหมือนเดิม จากนั้นหมั่นตรวจดูการเจริญเติบโตของกบทุก 2 สัปดาห์ และคัดแยกกบที่โตช้ากว่าตัวอื่นๆ ออก เนื่องจากหากปล่อยไว้กบจะกัดกันและเป็นแผลซึ่งอาจทำให้เกิดโรคตามมาได้</p>
<p>กระทั่งกบอายุได้ 4 เดือน ก็ให้แยกกบออกจนเหลือ 50-60 ตัว เนื่องจากกบจะเริ่มโต หากปล่อยไว้จะทำให้แออัดกบจะกัดกัดตายได้ จากนั้นก็ดูแลไปอีก 2 เดือน ก็สามารถจับไปขายได้แล้ว กบก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ตัวละ 400-500 กรัม </p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0px;" title="วิธีกบก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ตัวละ 400-500 กรัม " src="wp-content/images/frogfarm028.jpg" /></p>
<p> &#8220;การเลี้ยงกบกล่องโฟมทำได้ง่าย สะดวกมาก เพราะกล่องมีน้ำหนักน้อย ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย ยกเปลี่ยนน้ำได้สะดวก ถือเป็นการเลี้ยงระบบปิดทำให้กบปลอดจากโรค ประหยัดเนื้อที่ เพียงแต่มีพื้นที่ 4&#215;6 ตารางวา ก็จะเลี้ยงกบได้ถึง 5,000 ตัวเลยทีเดียว&#8221; คุณลุงฉะอ้อนกล่าวไว้นะครับ</p>
<p>นับเป็นอีกหนึ่งวิธีในการเลี้ยงกบที่ผู้สนใจสามารถนำไปทดลองเลี้ยงได้ โดยเฉพาะคนเมืองซึ่งมีเนื้อที่น้อยได้ก็สามารถใช้ประโยชน์จากการเลี้ยงกบเพื่อสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย<br />
<HR><br />
<strong>ข้อดี</strong><br />
1. เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดีพอสมควร และดีกว่าการเลี้ยงแบบใส่ขวดพลาสติก<br />
2. ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูนหรือบ่อดิน<br />
3. ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร<br />
4. ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า<br />
5. เหมาะกับผู้ที่เริ่มศึกษาการเลี้ยง หรือเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ไม่หวังผลกำไร<br />
<HR><br />
<strong>ข้อเสีย</strong><br />
1. ใช้เวลาถ่ายน้ำและให้อาหารนาน หากเลี้ยงจำนวนหลายๆกล่อง เพราะใส่ได้แค่กล่องละ 100 ตัว เท่านั้น<br />
2. ไม่เหมาะกับการเลี้ยงจริงจังเชิงพาณิชย์ ที่ต้องมีปริมาณผลผลิตต่อเดือนสูง ถ้าหากมีแรงงานน้อยหรือผู้เลี้ยงมีเวลาไม่มากพอ<br />
3. ไม่คุ้มค่าเวลาเลี้ยง เหน็ดเหนื่อยกว่าปกติ ไม่มีกำไร เหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตน ไม่คุ้มค้า</p>
<p><strong>หมายเหตุ</strong><br />
ทางฟาร์ม ไม่เคยเลี้ยงกบในกล่องโฟม อย่างจริงจังมาก่อน ข้อมูลด้านบนได้รวบรวมมาจากแหล่งต่างๆ เพื่อให้ท่านได้ศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น<br />
<HR></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?feed=rss2&amp;p=32</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการเลี้ยงกบในขวดพลาสติก</title>
		<link>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=31</link>
		<comments>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=31#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Jul 2006 07:36:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[คู่มือ วิธีการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[กบขวดพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[กบในขวดพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบในขวดพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ชั้นเลี้ยงกบพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดรับซื้อกบขวดพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุนการเลี้ยงกบในขวดพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาการเลี้ยงกบในขวดพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพกบในขวดพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ระยะเวลาการเลี้ยงกบในขวดพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[ราคากบในขวดพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีจับกบในขวดพลาสติกขาย]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์เลี้ยงกบในขวดพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[เลี้ยงกบในขวดพลาสติกเป็นอาชีพเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งจำหน่ายขวดพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งเลี้ยงกบในขวดพลาสติก]]></category>
		<category><![CDATA[โรคจากการเลี้ยงกบในขวดพลาสติก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=31</guid>
		<description><![CDATA[การเลี้ยงกบในขวดน้ำพลาสติกเป็นการประยุกต์การเลี้ยงกบให้เข้ากับสภาพพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด  ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดและเป็นการนำเศษวัสดุเหลือใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์และเป็นการจัดการที่ง่ายและสดวก


การเลี้ยงกบในขวดพลาสติก
วัสดุ-อุปกรณ์ 
1.ขวดน้ำพลาสติก 1.25 ลิตร ขึ้นไป แบบกลมหรือเหลี่ยมก็ได้
2.ชั้นวาง
3.ลูกกบ ( หลักการเลือกซื้อลูกกบ )
4.อาหารกบแท้ หรืออาหารปลาดุก
วิธีการเลี้ยง
1. ให้เรานำขวดพลาสติกมาเจาะรูขนาดเล็กไว้ประมาณสัก 2 รู เพื่อที่จะเป็นที่ช่องสำหรับใส่อาหาร แล้วให้ใส่น้ำเข้าไปในขวดเพียงเล็กน้อยไม่ต้องเต็มขวด
2. หลักจากนั้นก็ให้นำลูกกบใส่เข้าไปในขวด โดยจะใส่ขวดละ 1 &#8211; 2 ตัว แล้วปิดฝาให้แน่น
3. นำขวดไปตั้งไว้ที่ชั้นวางเป็นชั้นๆ โดยวางให้อยู่ในลักษณะที่เอียง
4. การให้อาหารก็จะให้อาหารวันละ 2 เมื้อ เช้าและเย็น โดยใส่ไปในรูที่เราได้เจาะไว้
5. การถ่ายเปลี่ยนน้ำก็จะเปลี่ยน 2 วัน/ครั้ง โดยให้เปิดฝาแล้วเทน้ำทิ้งแล้วเปลี่ยนน้ำเข้าไปใหม่
6. หลักจากที่เลี้ยงไว้ประมาณ 3 เดือนก็สามารถนำไปขายได้แล้ว
7. การขายก็ให้นำขวดพลาสติกมาตัดให้ขาดแล้วจับกบไปชั่งขาย 
การสังเกตและให้เวลาในการเลี้ยงกบขวด 
1. ควรให้อาหารพอเหมาะ โดยให้สังเกตไม่มีอาหารเหลือในขวด เมื่อให้อาหารครั้งต่อไป
2. น้ำที่เปลี่ยนถ่ายสามารถนำไปรดต้นไม้หรือผักสวนครัวต่อไป
3. ควรทำความสะอาดขวดที่ใช้เลี้ยงเมื่อสกปรกหรือมีกลิ่น
4. เมื่อพบกบมีบาดแผลให้รีบรักษา โดยผสมยาปฏิชีวนะกับอาหารให้กบกิน ส่วนใหญ่จะพบบาดแผลที่ปาก เนื่องจากกระโดดในขวดเมื่อกบตัวโตขึ้น
5. ขวดพลาสติกที่นำมาเลี้ยงควรเป็นขวดลักษณะสี่เหลี่ยม จะสะดวกและเหมาะสมในการจัดชั้นวาง 
*** วิธีการเลี้ยงกบในขวด จะปลอดภัยจากโรค [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การเลี้ยงกบในขวดน้ำพลาสติกเป็นการประยุกต์การเลี้ยงกบให้เข้ากับสภาพพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัด  ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดและเป็นการนำเศษวัสดุเหลือใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์และเป็นการจัดการที่ง่ายและสดวก</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0px;" title="วิธีการเลี้ยงกบในขวดพลาสติก" src="wp-content/images/frogfarm026.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0px;" title="วิธีการเลี้ยงกบในขวดพลาสติก" src="wp-content/images/frogfarm025.jpg" /></p>
<p><strong>การเลี้ยงกบในขวดพลาสติก</strong><br />
<em>วัสดุ-อุปกรณ์ </em><br />
1.ขวดน้ำพลาสติก 1.25 ลิตร ขึ้นไป แบบกลมหรือเหลี่ยมก็ได้<br />
2.ชั้นวาง<br />
3.ลูกกบ ( <strong><a href="http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?page_id=4">หลักการเลือกซื้อลูกกบ</a></strong> )<br />
4.อาหารกบแท้ หรืออาหารปลาดุก</p>
<p><em>วิธีการเลี้ยง</em><br />
1. ให้เรานำขวดพลาสติกมาเจาะรูขนาดเล็กไว้ประมาณสัก 2 รู เพื่อที่จะเป็นที่ช่องสำหรับใส่อาหาร แล้วให้ใส่น้ำเข้าไปในขวดเพียงเล็กน้อยไม่ต้องเต็มขวด<br />
2. หลักจากนั้นก็ให้นำลูกกบใส่เข้าไปในขวด โดยจะใส่ขวดละ 1 &#8211; 2 ตัว แล้วปิดฝาให้แน่น<br />
3. นำขวดไปตั้งไว้ที่ชั้นวางเป็นชั้นๆ โดยวางให้อยู่ในลักษณะที่เอียง<br />
4. การให้อาหารก็จะให้อาหารวันละ 2 เมื้อ เช้าและเย็น โดยใส่ไปในรูที่เราได้เจาะไว้<br />
5. การถ่ายเปลี่ยนน้ำก็จะเปลี่ยน 2 วัน/ครั้ง โดยให้เปิดฝาแล้วเทน้ำทิ้งแล้วเปลี่ยนน้ำเข้าไปใหม่<br />
6. หลักจากที่เลี้ยงไว้ประมาณ 3 เดือนก็สามารถนำไปขายได้แล้ว<br />
7. การขายก็ให้นำขวดพลาสติกมาตัดให้ขาดแล้วจับกบไปชั่งขาย </p>
<p><strong>การสังเกตและให้เวลาในการเลี้ยงกบขวด </strong><br />
1. ควรให้อาหารพอเหมาะ โดยให้สังเกตไม่มีอาหารเหลือในขวด เมื่อให้อาหารครั้งต่อไป<br />
2. น้ำที่เปลี่ยนถ่ายสามารถนำไปรดต้นไม้หรือผักสวนครัวต่อไป<br />
3. ควรทำความสะอาดขวดที่ใช้เลี้ยงเมื่อสกปรกหรือมีกลิ่น<br />
4. เมื่อพบกบมีบาดแผลให้รีบรักษา โดยผสมยาปฏิชีวนะกับอาหารให้กบกิน ส่วนใหญ่จะพบบาดแผลที่ปาก เนื่องจากกระโดดในขวดเมื่อกบตัวโตขึ้น<br />
5. ขวดพลาสติกที่นำมาเลี้ยงควรเป็นขวดลักษณะสี่เหลี่ยม จะสะดวกและเหมาะสมในการจัดชั้นวาง </p>
<p>*** วิธีการเลี้ยงกบในขวด จะปลอดภัยจากโรค สะดวกกว่าการเลี้ยงแบบคอนโด เพราะไม่ต้องทำความสะอาดเพียงแค่เปลี่ยนน้ำทุก 2 วัน แถมประหยัดน้ำกว่า ศัตรูหรือสัตว์ต่างๆ ก็ไม่เข้าไปรบกวน ทำให้กบสะอาดและแข็งแรง ขายได้ราคาดี ***<br />
<HR><br />
<strong>ข้อดี</strong><br />
1. เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่จำกัดได้ดี<br />
2. ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูนหรือบ่อดิน<br />
3. ให้อาหารกบได้ง่ายและทั่วถึง ไม่เปลืองอาหาร<br />
4. ควบคุมโรคได้ง่าย ถ่ายน้ำสะดวก และใช้น้ำน้อยกว่า<br />
5. นำมารับประทานได้ , เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว , ลดภาวการณ์เกิดน้ำเสีย , ง่ายต่อการผลิต , ลดการเกิดขยะจากขวดน้ำได้ด้วย<br />
6. เหมาะกับผู้เริ่มทดลองเลี้ยงเพื่อศึกษา ไม่หวังผลกำไร หรือเลี้ยงเล่นๆ 5 วัน หรือ 10 วัน สนุกๆ เป็นต้น<br />
<HR><br />
<strong>ข้อเสีย</strong><br />
1. ยากต่อการสังเกตและดูแล หากเลี้ยงในปริมาณมากๆ<br />
2. ไม่เหมาะกับการเลี้ยงจริงจังเชิงพาณิชย์ ที่ต้องมีปริมาณผลผลิตต่อเดือนสูง<br />
3. ไม่สะดวก และเสียเวลามากๆ เมื่อเทียบกับผลผลิตที่ได้รับ ขาดทุนเวลา<br />
4. ไม่คุ้มค่าเวลาเลี้ยง เหน็ดเหนื่อยกว่าปกติ ไม่มีกำไร เหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตน ไม่คุ้มค้า</p>
<p><strong>หมายเหตุ</strong><br />
ทางฟาร์ม ไม่เคยเลี้ยงกบในขวดพลาสติก อย่างจริงจังมาก่อน ข้อมูลด้านบนได้รวบรวมมาจากแหล่งต่างๆ เพื่อให้ท่านได้ศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น<br />
<HR></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?feed=rss2&amp;p=31</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการเลี้ยงกบในบ่อดิน</title>
		<link>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=16</link>
		<comments>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=16#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Jul 2006 06:32:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[คู่มือ วิธีการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[กบบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[กบในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ขนาดบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ขั้นตอนการจับกบในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[จำนวนกบที่ใส่ในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวอย่างฟาร์มกบบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นทุนการเลี้ยงกบในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ประโยชน์การเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ปริมาณน้ำในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ปลาดุก กล่องโฟม]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาการเลี้ยงกบในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาโรคกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาในการเลี้ยงกบคอนโด]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้บริโภคกบ]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุ์กบในบ่อซีเมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์ม กบ]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์ม เลี้ยง กบ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพกบเลี้ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพกบในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพเลี้ยงกบโดยยางรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ระยะเวลา เลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ระยะเวลาการเลี้ยงกบในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ราคากบที่เลี้ยงในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ราคากบวันนี้]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาอาหารปลาดุก]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาอาหารปลาดุกเม็ดเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[รูปภาพกบ]]></category>
		<category><![CDATA[รูปลูกอ๊อด]]></category>
		<category><![CDATA[ลักษณะกบตัวผู้]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีจับกบในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีทำบ่อดินเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์เลี้ยงกบในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[เตรียมสถานที่เลี้ยงกบในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งเลี้ยงกบในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[โฟมลอยน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกบและวิธีรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[โรคการเลี้ยงกบในบ่อดิน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคของกบ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคแบคทีเรีย]]></category>
		<category><![CDATA[โรคในการเลี้ยงกบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=16</guid>
		<description><![CDATA[

การเลี้ยงกบในบ่อดิน ใช้พื้นที่ประมาณ 100 -200 ตารางเมตร ภายในคอกเป็นบ่อน้ำลึกประมาณ 1 เมตร บางแห่งอาจจะทำเกาะกลางบ่อเพื่อเป็นที่พักของกบและที่ให้อาหาร แต่บางแห่งก็ใช้ไม้กระดานทำเป็นพื้นลาดลงจากชานบ่อก็ได้ ส่วนพื้นที่รอบๆ ขอบบ่อภายในที่ห่างจากรั้วคอกอวนไนลอนกว้าง 1 เมตร ปล่อยให้หญ้าขึ้น หรือบางรายอาจปลูกตะไคร้เพื่อให้กบใช้เป็นที่หลบอาศัยภายในบ่อที่เป็นพื้นจะมีพวกผักตบชวา หรือพืชน้ำอื่น ๆ ให้กบเป็นที่หลบซ่อนภัยและอาศัยภายในบ่อที่เป็นพื้นน้ำจะมีพวกผักตบชวา หรือพืชน้ำอื่นๆ ให้กบเป็นที่หลบซ่อนภัยและอาศัยความร่มเย็นเช่นกัน คอกที่ล้อมรอบด้วนอวนไนลอนนี้ ด้านล่างจะใช้ถุงยางมะตอยผ่าซึก หรือแผ่นสังกะสีฝังลึกลงดินประมาณ 1 ศอก เพื่อป้องกันศัตรูบางชนิด เช่น หนู ขุดรูลอดเข้าไปทำอันตรายกับกบที่อยู่ในบ่อหรือในคอก ส่วนด้านบนของบ่อมุมใดมุมหนึ่ง จะมุงด้วยทางมะพร้าวเพื่อเป็นร่มเงา และยังใช้เป็นที่ให้อาหารกบอีกด้วย นอกจากนั้นบางแห่งยังใช้เสื่อรำแพนเก่า ๆ ที่ใช้ทำเป็นฝาบ้าน นำมาวางซ้อนกัน โดยมีลำไม้ไผ่สอดกลางเพื่อให้เกิดช่องว่างให้กับเข้าไปหลบอาศัย และด้านบนนั้นก็เป็นที่รองรับอาหารที่โยนลงไปให้กบกินได้เช่นกัน

ข้อดี
1. เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่ทุ่งไร่ ทุ่งนาได้ดี
2. ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน และแบบกระชัง
3. ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยๆ
4. ไม่เปลืองอาหารมากนัก เพราะกบยังหาอาหารตามธรรมชาติกินได้
5. เป็นการเลี้ยงเชิงพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ต้องดูแลอะไรมากมาย ผู้เลี้ยงมีเวลาทำงานอย่างอื่นๆได้มาก
6. กรณีถ้าระบบน้ำดีๆกบจะไม่ค่อยเป็นโรค และแข็งแรงดี
7. เป็นการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม และคุ้มค่าที่สุดอีกแบบหนึ่ง

ข้อเสีย
1. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0px;" title="การเลี้ยงกบในบ่อดิน" src="wp-content/images/frogfarm018.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0px;" title="การเลี้ยงกบในบ่อดิน" src="wp-content/images/frogfarm019.jpg" /></p>
<p>การเลี้ยงกบในบ่อดิน ใช้พื้นที่ประมาณ 100 -200 ตารางเมตร ภายในคอกเป็นบ่อน้ำลึกประมาณ 1 เมตร บางแห่งอาจจะทำเกาะกลางบ่อเพื่อเป็นที่พักของกบและที่ให้อาหาร แต่บางแห่งก็ใช้ไม้กระดานทำเป็นพื้นลาดลงจากชานบ่อก็ได้ ส่วนพื้นที่รอบๆ ขอบบ่อภายในที่ห่างจากรั้วคอกอวนไนลอนกว้าง 1 เมตร ปล่อยให้หญ้าขึ้น หรือบางรายอาจปลูกตะไคร้เพื่อให้กบใช้เป็นที่หลบอาศัยภายในบ่อที่เป็นพื้นจะมีพวกผักตบชวา หรือพืชน้ำอื่น ๆ ให้กบเป็นที่หลบซ่อนภัยและอาศัยภายในบ่อที่เป็นพื้นน้ำจะมีพวกผักตบชวา หรือพืชน้ำอื่นๆ ให้กบเป็นที่หลบซ่อนภัยและอาศัยความร่มเย็นเช่นกัน คอกที่ล้อมรอบด้วนอวนไนลอนนี้ ด้านล่างจะใช้ถุงยางมะตอยผ่าซึก หรือแผ่นสังกะสีฝังลึกลงดินประมาณ 1 ศอก เพื่อป้องกันศัตรูบางชนิด เช่น หนู ขุดรูลอดเข้าไปทำอันตรายกับกบที่อยู่ในบ่อหรือในคอก ส่วนด้านบนของบ่อมุมใดมุมหนึ่ง จะมุงด้วยทางมะพร้าวเพื่อเป็นร่มเงา และยังใช้เป็นที่ให้อาหารกบอีกด้วย นอกจากนั้นบางแห่งยังใช้เสื่อรำแพนเก่า ๆ ที่ใช้ทำเป็นฝาบ้าน นำมาวางซ้อนกัน โดยมีลำไม้ไผ่สอดกลางเพื่อให้เกิดช่องว่างให้กับเข้าไปหลบอาศัย และด้านบนนั้นก็เป็นที่รองรับอาหารที่โยนลงไปให้กบกินได้เช่นกัน<br />
<HR><br />
<strong>ข้อดี</strong><br />
1. เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่ทุ่งไร่ ทุ่งนาได้ดี<br />
2. ลงทุนต่ำ กว่าเลี้ยงในบ่อปูน และแบบกระชัง<br />
3. ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยๆ<br />
4. ไม่เปลืองอาหารมากนัก เพราะกบยังหาอาหารตามธรรมชาติกินได้<br />
5. เป็นการเลี้ยงเชิงพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ต้องดูแลอะไรมากมาย ผู้เลี้ยงมีเวลาทำงานอย่างอื่นๆได้มาก<br />
6. กรณีถ้าระบบน้ำดีๆกบจะไม่ค่อยเป็นโรค และแข็งแรงดี<br />
7. เป็นการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม และคุ้มค่าที่สุดอีกแบบหนึ่ง<br />
<HR><br />
<strong>ข้อเสีย</strong><br />
1. หากผู้เลี้ยงมีอายุมาก จะเสี่ยงต่อการลื่นล้มเป็นอัมพาฒ หรือเป็นลมแดด จมน้ำเสียชีวิตได้ เพราะอาจต้องใช้สะพานเดินลงไปให้อาหารภายในบ่อ(ถ้าบ่อใหญ่ๆ)<br />
(<a href="http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?page_id=72">แนะนำกระชังแบบตั้งบนพื้นดิน เติมน้ำใช้เลี้ยงกบได้ทันที ทั้งประหยัดและปลอดภัยที่สุด</a>)<br />
2. ยากต่อการสังเกตและดูแลกบที่เป็นโรค เพราะอยู่กันกระจัดกระจาย ทั่วไป<br />
3. ยากต่อการให้อาหารอย่างทั่วถึง และกบมักจะมีพยาธิ ต้องให้ยาถ่ายพยาธิเดือนละ 1 ครั้ง<br />
4. ถ้าทำที่กั้นบ่อไม่ดี กบอาจจะหนีไปได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว<br />
5. ยากต่อการตรวจนับจำนวนกบที่เหลือชีวิตรอดในบ่อดิน<br />
6. ยากต่อการจับขายหรือคัดขนาดที่ตัวโตๆขายไปก่อน เพราะส่วนใหญ่ต้องจับพร้อมๆกันทั้งบ่อ โดยสูบน้ำออกให้หมดก่อน<br />
7. ถ้าเลิกเลี้ยงจะต้องซื้อดินมาถมบ่อ เพื่อนำพื้นที่ไปทำอย่างอื่น สิ้นเปลืองมากๆ<br />
<HR></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?feed=rss2&amp;p=16</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์</title>
		<link>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=14</link>
		<comments>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=14#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Jul 2006 06:13:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[คู่มือ วิธีการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[กบบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[กบในบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายน้ำเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[การถ่ายน้ำในบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[การเลี้ยงกบในบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[ขนาดบ่อปูนซีเมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ขนาดบ่อปูนเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อดีของการเลี้ยงกบในบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อเสียของการเลี้ยงกบในบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[จำนวนกบที่เลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวอย่างการเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาการเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพกบในบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[ราคากบในบ่อปูนซีเมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาบ่อปูนเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ลักษณะกบที่เลี้ยงในบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีจับกบในบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีสร้างบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[อายุบ่อเลี้ยงกบปูนซีเมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์เลี้ยงกบในบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[เพาะลูกอ๊อดในบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[แบบบ่อปูนเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งการเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งเลี้ยงกบในบ่อปูน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคจากการเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=14</guid>
		<description><![CDATA[การเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์
• เป็นรูปแบบที่นิยมเลี้ยงกันมากที่สุด โดยบ่อที่นิยมจะมาขนาด 3 x 4 เมตร หรือใหญ่กว่า
• สะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ทำความสะอาดบ่อ ควบคุมโรครวมถึงการจับแบบทยอยจับได้
• บ่อส่วนใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีพื้นที่ที่เป็นพื้นบกสำหรับกบอาศัยอย่างน้อย 70% ของบ่อ ที่เหลือเป็นพื้นน้ำ
ลักษณะบ่อปูนซีเมนต์เลี้ยงกบ
• โดยทั่วไปแล้วบ่อเลี้ยงกบจะเป็นบ่อเอนกประสงค์ คือ ใช้ตั้งแต่ผสมพันธุ์ อนุบาลลูกอ๊อด อนุบาลลูกกบ จนถึงเลี้ยงกบขุนหรือกบเนื้อ
• บ่อเลี้ยงกบ มักเป็นบ่อซีเมนต์ มีหลายรูปแบบ เช่น ปูกระเบื้อง ทาสีเหลือง มีหลายขนาด เช่น 3&#215;4 , 3.2&#215;4 , 4&#215;4 , 4&#215;5 , 4&#215;6 เมตร สูง 1.2 เมตร ขึ้นกับความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่
• บ่อเลี้ยงจะมีการเทคานและใช้อิฐบล็อค 4 &#8211; 6 ก้อนก่อเป็นผนัง พื้นบ่อมีการเทปูนหนาพอสมควรเพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม ด้านในของบ่อทั้ง 4 ด้าน จะฉาบผิวสูงประมาณ 30- [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์</strong><br />
• เป็นรูปแบบที่นิยมเลี้ยงกันมากที่สุด โดยบ่อที่นิยมจะมาขนาด 3 x 4 เมตร หรือใหญ่กว่า<br />
• สะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ทำความสะอาดบ่อ ควบคุมโรครวมถึงการจับแบบทยอยจับได้<br />
• บ่อส่วนใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีพื้นที่ที่เป็นพื้นบกสำหรับกบอาศัยอย่างน้อย 70% ของบ่อ ที่เหลือเป็นพื้นน้ำ</p>
<p><strong>ลักษณะบ่อปูนซีเมนต์เลี้ยงกบ</strong><br />
• โดยทั่วไปแล้วบ่อเลี้ยงกบจะเป็นบ่อเอนกประสงค์ คือ ใช้ตั้งแต่ผสมพันธุ์ อนุบาลลูกอ๊อด อนุบาลลูกกบ จนถึงเลี้ยงกบขุนหรือกบเนื้อ<br />
• บ่อเลี้ยงกบ มักเป็นบ่อซีเมนต์ มีหลายรูปแบบ เช่น ปูกระเบื้อง ทาสีเหลือง มีหลายขนาด เช่น 3&#215;4 , 3.2&#215;4 , 4&#215;4 , 4&#215;5 , 4&#215;6 เมตร สูง 1.2 เมตร ขึ้นกับความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่<br />
• บ่อเลี้ยงจะมีการเทคานและใช้อิฐบล็อค 4 &#8211; 6 ก้อนก่อเป็นผนัง พื้นบ่อมีการเทปูนหนาพอสมควรเพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม ด้านในของบ่อทั้ง 4 ด้าน จะฉาบผิวสูงประมาณ 30- 50 เซนติเมตร<br />
• บ่อกบควรตั้งอยู่กลางแจ้ง มีแสลนกรองแสงทำเป็นหลังคาและกันแดด รวมทั้งมีตาข่ายกันนกหรือศัตรูที่จะเข้ามาจับกินกบ<br />
• มีการวางระบบน้ำ โดยเดินท่อพีวีซีไปยังทุกบ่อ เพื่อเติมน้ำในขณะที่เปลี่ยนน้ำออกจากบ่อ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0px;" title="การเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์" src="wp-content/images/frogfarm020.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="border: 0px;" title="การเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์" src="wp-content/images/frogfarm021.jpg" /><A HREF="http://www.obobfarm.com/AllPicture/take_care.html" target="_blank">ภาพ บ่ออนุบาล ลูกกบ</A></p>
<p><strong>น้ำสำหรับใช้เลี้ยงกบ</strong><br />
• ควรตรวจสอบคุณภาพน้ำ เช่น ความเป็นกรดด่างของน้ำ (พีเอชประมาณ 7 จะดี) ความกระด้าง ค่าอัลคาไลนิตี้ ปริมาณแอมโมเนีย แร่ธาตุในน้ำ ฯลฯ ว่าเหมาะสมหรือไม่<br />
• หากน้ำที่ใช้เป็นกรด จะต้องใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพน้ำและตรวจวัดความเป็นกรดด่างของน้ำอีกครั้งหนึ่ง และมีการพักน้ำดังกล่าวไว้ก่อนนำมาเลี้ยงกบ<br />
• น้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะซึ่งคุณภาพของน้ำมักจะไม่สม่ำเสมอหรือปนเปื้อนสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ดังนั้นควรพิจารณาในการนำมาใช้ ถ้าจะนำมาใช้ควรมีบ่อพักเก็บกักน้ำไว้ก่อน<br />
• หากน้ำที่ใช้เป็นน้ำบาดาลควรผ่านการกรองและพักน้ำไว้ก่อนนำมาใช้ แต่บางที่มีคุณภาพดีก็นำมาใช้เลี้ยงกบรุ่นๆได้เลยเช่นกัน<br />
<HR><br />
<strong>ข้อดี</strong><br />
1. เลี้ยงในบริเวณบ้าน หรือมีพื้นที่ทุ่งไร่ ทุ่งนาได้ดี<br />
2. อายุการใช้งานของบ่อปูนจะนานและเอนกประสงค์กว่าแบบอื่นๆ<br />
3. เปลี่ยนถ่ายน้ำได้บ่อยๆ และง่าย รวดเร็ว<br />
4. ให้อาหารง่าย ไม่เปลืองอาหารมากนัก<br />
5. ควบคุมดูแลโรคได้ง่ายกว่าแบบอื่นๆ เพราะมองเห็นกบได้ง่ายกว่า<br />
6. เป็นการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม และคุ้มค่าที่สุดทางหนึ่ง<br />
7. สามารถจับกบขายได้ตลอดเวลา<br />
<HR><br />
<strong>ข้อเสีย</strong><br />
1. อันตรายต่อผู้เลี้ยงที่มีอายุมาก เนื่องจากบ่อปูนจะลื่นมากเมื่อขังน้ำไว้นานๆ และมีตะไคร่น้ำเกาะติด ทำให้เสี่ยงต่อการลื่นล้มเป็นอัมพาฒ หรือเป็นลมแดด หัวฟาดจนจมน้ำเสียชีวิตได้<br />
(<a href="http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?page_id=72">แนะนำกระชังแบบตั้งบนพื้นดิน เติมน้ำใช้เลี้ยงกบได้ทันที ทั้งประหยัดและปลอดภัยที่สุด</a>)<br />
2. ลงทุนในครั้งแรก สูงกว่าแบบอื่นๆมาก ระยะเวลาคืนทุนนานมาก<br />
3. กบมักจะมีกลิ่นเหม็นอับ หรือมีกลิ่นปูนติดตัวมาด้วย ขาดความเป็นธรรมชาติเล็กน้อย<br />
4. ถ้าทำขอบบ่อไม่เรียบ มักเกิดปัญหาโรคกบเป็นแผล จากการกระโดดชนผนังปูน<br />
5. ถ้าเลิกเลี้ยงและต้องการใช้พื้นที่ไปทำกิจการอื่นๆ ต้องเสียค่าทุบและรื้อถอนค่อนข้างสูง<br />
<HR></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?feed=rss2&amp;p=14</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการให้อาหารกบ</title>
		<link>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=107</link>
		<comments>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=107#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Jul 2006 09:22:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[คู่มือ วิธีการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[กบไม่กินอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[กบไม่โต]]></category>
		<category><![CDATA[การคำนวณปริมาณอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การผสมอาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[การให้อาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[การให้อาหารปลาดุก]]></category>
		<category><![CDATA[ขายอาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[จำหน่ายอาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ช่วงเวลาให้อาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ปริมาณอาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ปริมาณโปรตีนในอาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาอาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีเปลี่ยนขนาดอาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[สถานที่จำหน่ายอาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[สูตรอาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[หลักการให้อาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารกบ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารกบนา]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารกบราคาถูก]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารกบเบอร์1-3]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารกบแท้]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารตามธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารลูกกบ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารลูกอ๊อด]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเม็ด]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งจำหน่ายอาหารกบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=107</guid>
		<description><![CDATA[ในที่นี้ผมจะขอแนะนำให้ท่านหาซื้ออาหารเม็ดสำเร็จรูป ที่เป็นอาหารกบโดยตรงมาใช้นะครับ ยี่ห้ออะไรก็แล้วแต่ท่านสะดวกที่จะหามาได้นะครับ หลายๆคนและหลายๆที่ก็แนะนำว่าเป็นปลาต้มสับ ก็ได้เหมือนกัน แต่ปัจจุบันทุกอย่างเร่งรีบ และอาหารแบบตามธรรมชาติก็ลดน้อยลงไปมาก ผมจึงแนะนำตามความคิดผมด้านบนนะครับ เพราะอาหารเม็ด ปัจจุบันก็ราคาเฉลี่ย 480 &#8211; 530 บาท / กระสอบ(20 กก.) นะครับ ( ยึดตามราคาที่ฟาร์มของผมจำหน่ายอยู่ครับ )
หลักการให้อาหารกบ คือ
1. การให้อาหารและขนาดเม็ดอาหาร ให้ดูคร่าวๆจากอายุกบ ไปเลยครับ ไม่ต้องสนใจหลักการอะไรมากครับ เช่น
- กบเล็กอายุ 15 &#8211; 35 วัน ให้กินอาหารเม็ดเล็กสุด หรือที่เรียกว่าเม็ดโฟม ให้กินพออิ่ม อย่าให้มาก เพราะกบจะท้องอืดตายได้
- กบเล็กอายุ 36 &#8211; 45 วัน ให้กินอาหารเม็ด เบอร์ 1 ได้ครับ
- กบรุ่นอายุ 46- 59 วัน ให้กินอาหารเม็ด เบอร์ 2 ได้เลยครับ
- กบโตอายุ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในที่นี้ผมจะขอแนะนำให้ท่านหาซื้ออาหารเม็ดสำเร็จรูป ที่เป็นอาหารกบโดยตรงมาใช้นะครับ ยี่ห้ออะไรก็แล้วแต่ท่านสะดวกที่จะหามาได้นะครับ หลายๆคนและหลายๆที่ก็แนะนำว่าเป็นปลาต้มสับ ก็ได้เหมือนกัน แต่ปัจจุบันทุกอย่างเร่งรีบ และอาหารแบบตามธรรมชาติก็ลดน้อยลงไปมาก ผมจึงแนะนำตามความคิดผมด้านบนนะครับ เพราะอาหารเม็ด ปัจจุบันก็ราคาเฉลี่ย 480 &#8211; 530 บาท / กระสอบ(20 กก.) นะครับ ( ยึดตามราคาที่ฟาร์มของผมจำหน่ายอยู่ครับ )</p>
<p><strong>หลักการให้อาหารกบ คือ</strong></p>
<p>1. การให้อาหารและขนาดเม็ดอาหาร ให้ดูคร่าวๆจากอายุกบ ไปเลยครับ ไม่ต้องสนใจหลักการอะไรมากครับ เช่น<br />
- กบเล็กอายุ 15 &#8211; 35 วัน ให้กินอาหารเม็ดเล็กสุด หรือที่เรียกว่าเม็ดโฟม ให้กินพออิ่ม อย่าให้มาก เพราะกบจะท้องอืดตายได้<br />
- กบเล็กอายุ 36 &#8211; 45 วัน ให้กินอาหารเม็ด เบอร์ 1 ได้ครับ<br />
- กบรุ่นอายุ 46- 59 วัน ให้กินอาหารเม็ด เบอร์ 2 ได้เลยครับ<br />
- กบโตอายุ 60 วัน ขึ้นไป ให้กินอาหารเม็ด เบอร์ 3 ได้เลยครับ และก่อนจับก็ให้กินเบอร์ 4 เพื่อรอคนมาจับได้นะครับ<br />
2. อาหารยิ่งเบอร์เล็ก ยิ่งแพง เพราะว่าในช่วงกบอายุน้อยๆจะต้องการโปรตีนปริมาณสูงกว่ากบโต จึงทำให้อาหารเบอร์เล็กแพงกว่าเบอร์ใหญ่ๆครับ<br />
3. กบเล็ก อายุ 30 &#8211; 60 วัน ให้กินอาหารวันละ 3 มื้อ ให้กินพออิ่ม อันนี้ต้องดูเอาว่ากบกินทั่วถึงแล้วหรือไม่ ไม่ต้องไปคำนวณตามสูตรอะไรมากมาย เอาง่ายๆพอครับ<br />
4. กบรุ่นและกบโต อายุ 60 วันขึ้นไปให้กินอาหารวันละ 2 มื้อ ก็พอครับ จะได้ไม่เปลืองมาก อย่าให้อาหารมากเกิน เพื่อป้องกันกบท้องอืด และตาย<br />
5. การให้อาหารควรเคล้ายาให้กบบ้าง ตามอาการที่กบเป็นโรค หรือเพื่อป้องกันโรค ส่วนยาก็ไปที่ร้านเกษตรทั่วไปแล้วเลือกดูเอาครับตามที่พบอาการว่ากบมีอาการเป็นอะไรบ้าง สมัยนี้มียารักษาและป้องกันหลายยี่ห้อครับ แต่แนะนำให้ใช้ยาให้น้อยที่สุด หรือเท่าที่จำเป็นนะครับ ตรงนี้สำคัญมากถ้าต้องการส่งออกกบในอนาคตครับ<br />
6. ตามปกติกบจะกินอาหารเรื่อยๆไม่มีหยุด เรียกว่ากินจนท้องอืดและตายในที่สุด ดังนั้นอย่าคิดว่ากบกินอาหารหมดแสดงว่ากบหิว จริงๆแล้วให้ดูโดยรวมๆว่ากินทั่วถึงแล้วหรือยัง ถ้าทั่วถึงแล้วก็ให้หยุดให้อาหารในมื้อนั้นๆและจำเป็นมาตรฐานไว้ว่าเราควรจะให้มื้อละกี่กิโลกรัมครับ<br />
<HR><br />
หลายๆที่แนะนำให้เลี้ยงกบด้วยอาหารปลาดุก ผมมีความคิดเห็นต่างออกไปนะครับ เพราะว่าอาหารปลาดุกนั้นโปรตีนจะต่ำกว่าอาหารกบอย่างมาก นั่นหมายความว่าถ้าเราใช้อาหารปลาดุกมาใช้เลี้ยงกบ ก็จะทำให้กบโตช้าและแกร็น เพราะในช่วง 1 &#8211; 2 เดือนแรก กบจะมีการเจริญเติบโตสูงและต้องการโปรตีนสูงตามไปด้วย การใช้อาหารปลาดุกเท่ากับเป็นการลดโปรตีนลงไป กบจะไม่โตเท่าที่ควร และไม่ได้น้ำหนัก(โต แต่กลวงๆ)</p>
<p><strong>แล้วเราจะใช้อาหารปลาดุกเมื่อใด เพราะว่ามันราคาถูก น่านำมาใช้แทนอาหารกบซะเหลือเกิน?</strong><br />
คำตอบคือ ตอนกบอายุ 100 วันไปแล้ว และอยู่ในช่วงที่กบโตในท้องตลาดมีราคาถูกซะจนรับไม่ได้ จะให้อาหารกบแท้ไปทำไม เมื่อขนาดกบก็ 4 &#8211; 5 ตัว / กก. อยู่แล้ว แต่ราคาขายถูกจนต้องตัดสินใจเลี้ยงต่อไว้ก่อนเพื่อรอราคาขึ้น แบบนี้ต้องเอาอาหารปลาดุกมาให้กบกินประทังชีวิตไปก่อนครับ เพื่อรอขายอย่างเดียว ไม่ได้ต้องการให้กบโตเพิ่มแต่อย่างใด อันนี้ผมว่าเหมาะสมครับ</p>
<p>อันนี้เป็นความคิดส่วนตัวผมและผมก็ทำอยู่ครับ ใครพิจารณาแล้วเห็นตรงกันก็ลองนำไปปรับใช้ดูได้ครับ ไม่เห็นด้วยก็อย่าว่ากันนะครับ<br />
<HR><br />
<strong>แนะนำสูตรอาหารกบและปลาดุก แบบประหยัด</strong> (แหล่งที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677 | <a href="http://www.rakbankerd.com" target="_blank">http://www.rakbankerd.com</a>)<br />
<strong>สูตรอาหารกบ</strong><br />
<em>วัตถุดิบที่ต้องใช้</em><br />
1.หอยเชอรี่&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.จำนวน&#8230;&#8230;.32&#8230;..กิโลกรัม<br />
2.มันเส้น&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.จำนวน&#8230;&#8230;.14&#8230;..กิโลกรัม<br />
3.ข้าวโพด&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;จำนวน&#8230;&#8230;.10&#8230;..กิโลกรัม<br />
4.ข้าวเหนียวแห้ง&#8230;&#8230;&#8230;.จำนวน&#8230;&#8230;.10&#8230;..กิโลกรัม<br />
5.ใบกระถินสด&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.จำนวน&#8230;&#8230;.10&#8230;..กิโลกรัม<br />
6.กากมะพร้าว&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.จำนวน&#8230;&#8230;..4&#8230;&#8230;กิโลกรัม<br />
7.รำอ่อน&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.จำนวน&#8230;&#8230;..24&#8230;.กิโลกรัม<br />
8.กล้วยสุก&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..จำนวน&#8230;&#8230;..12&#8230;.หวี<br />
9.ผงฟู/ยีสต์&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;จำนวน&#8230;&#8230;&#8230;2&#8230;..ซอง<br />
10.ปลายข้าว&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.จำนวน&#8230;&#8230;&#8230;20&#8230;กิโลกรัม<br />
รวมน้ำหนัก&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.100-120&#8230;กิโลกรัม</p>
<p><em>วิธีการผสม</em><br />
- นำส่วนผสมทั้งหมดมาบดใส่เครื่องบดผสมกัน ซึ่งจะมีขนาดของหัวอาหารแบ่งเป็นเบอร์ คือ เบอร์1 / เบอร์ 2 และ เบอร์ 3 จากนั้นให้นำมาตากแดดไว้จนแห้งประมาณ 1-2 วัน แล้วจึงนำไปให้สัตว์กิน<br />
- สามารถเป็นหัวอาหารให้กับกบ และ ปลาดุก ได้ เพื่อเป็นอาหารบำรุงให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง และมีความอ้วนถ้วนสมบูรณ์<br />
<BR><br />
<strong>ผมเคยเจอผู้ที่ขายอุปกรณ์และวัตถุดิบอยู่บ้าง เข้าดูตามลิ้งนี้นะครับ</strong><br />
- สำหรับเครื่องบดและอัดเม็ด ลงดูที่นี่ดูก่อนครับ ที่ <a href="http://www.pui-thai.com" target="_blank">http://www.pui-thai.com</a><br />
- ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ แนะนำให้ปรึกษาผู้ขายที่ sup_jong@hotmail.com ผมเห็นเขาประกาศขายอยู่หลายเว็ปครับ<br />
- หรือไปที่ <a href="http://www.thaifeed.net" target="_blank">http://www.thaifeed.net</a> ก็มีคนขายเยอะครับ<br />
<HR></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?feed=rss2&amp;p=107</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคกบ และวิธีการรักษา</title>
		<link>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=53</link>
		<comments>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=53#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Jul 2006 08:07:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[คู่มือ วิธีการเลี้ยงกบ]]></category>
		<category><![CDATA[กบเป็นโรค]]></category>
		<category><![CDATA[กระแตเวียน]]></category>
		<category><![CDATA[การคัดแยกกบที่เป็นโรค]]></category>
		<category><![CDATA[คอเอียง]]></category>
		<category><![CDATA[จำหน่ายกระชังบนดิน]]></category>
		<category><![CDATA[บวมน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ยาถ่ายพยาธิกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ยารักษากบตาขาวขุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ยารักษาโรคกบ]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาโรคกบ]]></category>
		<category><![CDATA[ราคายารักษาโรคกบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามินป้องกันกบเป็นโรค]]></category>
		<category><![CDATA[วิตามินเร่งไข่แม่พันธุ์กบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการรัษาโรคกบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีป้องกันกบเป็นโรค]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีรักษาโรคกบ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีรักษาโรคกบตาขาว]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีรักษาโรคกบตาขุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพรรักษาโรคกบ]]></category>
		<category><![CDATA[สารแปลงเพศ]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าฝน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเสริมกบ]]></category>
		<category><![CDATA[แหล่งขายยารักษาโรคกบ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกบ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกบขาแดง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกบเป็นแผล]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกบไม่กินอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[โรคจากน้ำเน่าเสีย]]></category>
		<category><![CDATA[โรคด่างในลูกอ๊อด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคตกเลือดในระยะลูกอ๊อด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคตาขาว]]></category>
		<category><![CDATA[โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระยะลูกอ๊อด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคติเชื้อแบคทีเรียในระยะตัวเต็มวัย]]></category>
		<category><![CDATA[โรคที่เกิดจากโปรโตซัวในทางเดินอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[โรคพยาธิในกบ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคแผลเปื่อยในกบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?p=53</guid>
		<description><![CDATA[แจ้งเตือน!
ช่วงต้นฤดูฝนใหม่ๆ กบจะเป็นโรคต่างๆได้ง่าย เช่น โรคตาขาว โรคกระแตเวียน โรคปากแดง โรคเป็นแผลพุพอง จึงต้องระวังในการเลี้ยงเป็นพิเศษ และให้ยาตามความเหมาะสม
ในส่วนของข้อมูลด้านล่างนี้ จะเป็นข้อมูลเชิงวิชาการเป็นส่วนมากนะครับ ซึ่งผมได้รวมรวมมาจากหลายๆเว็ปไซต์
(จึงต้องขออนุญาติ นำมาเผยแพร่เพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกรต่อไป)

โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระยะลูกอ๊อด
อาการ ลูกอ๊อดจะมีลำตัวด่าง คล้ายโรคตัวด่างในปลาดุก จากนั้นจะเริ่มพบอาการท้องบวมและตกเลือดตามครีบหรือระยางค์ต่างๆ
สาเหตุของโรค แบคทีเรียในกลุ่ม Flexibacteris
การรักษา
1. ใช้เกลือแกงแช่ในอัตรา 0.5% (5 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร) นาน 3-5 วัน
2. ใช้ยาออกซีเตตร้าซัยคลินแช่ในอัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ติดต่อกันทุกวันนาน 3-5 วัน
การป้องกัน
1. อนุบาลลูกอ๊อดในความหนาแน่นที่เหมาะสม ตารางเมตรละ 1,000 ตัว
2. คัดขนาดทุกๆ 2-3 วันต่อครั้ง จนกระทั่งเป็นลูกกบแล้วอนุบาลให้ได้ขนาด 1-1.5 อัตราความหนาแน่นตารางเมตรละ 250 ตัวจากนั้นจึงปล่อยลูกกบลงเลี้ยงในอัตราตารางเมตรละ 100 ตัว
3. ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำสม่ำเสมอ และรักษาความสะอาดของบ่ออนุบาล

โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระยะตัวเต็มวัย
อาการ มีลักษณะเป็นจุดแดงๆ ตามขาและผิวตัว โดยเฉพาะด้านท้องจนถึงแผลเน่าเปื่อยบริเวณปาก ลำตัวและขา ตับมีขนาดใหญ่ขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff0000;"><strong>แจ้งเตือน!<br />
ช่วงต้นฤดูฝนใหม่ๆ กบจะเป็นโรคต่างๆได้ง่าย เช่น โรคตาขาว โรคกระแตเวียน โรคปากแดง โรคเป็นแผลพุพอง จึงต้องระวังในการเลี้ยงเป็นพิเศษ และให้ยาตามความเหมาะสม</strong></span></p>
<p>ในส่วนของข้อมูลด้านล่างนี้ จะเป็นข้อมูลเชิงวิชาการเป็นส่วนมากนะครับ ซึ่งผมได้รวมรวมมาจากหลายๆเว็ปไซต์<br />
(จึงต้องขออนุญาติ นำมาเผยแพร่เพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกรต่อไป)<br />
<strong><br />
โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระยะลูกอ๊อด<br />
</strong><em>อาการ</em> ลูกอ๊อดจะมีลำตัวด่าง คล้ายโรคตัวด่างในปลาดุก จากนั้นจะเริ่มพบอาการท้องบวมและตกเลือดตามครีบหรือระยางค์ต่างๆ<br />
<em>สาเหตุของโรค</em> แบคทีเรียในกลุ่ม Flexibacteris<br />
<em>การรักษา<br />
</em>1. ใช้เกลือแกงแช่ในอัตรา 0.5% (5 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร) นาน 3-5 วัน<br />
2. ใช้ยาออกซีเตตร้าซัยคลินแช่ในอัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ติดต่อกันทุกวันนาน 3-5 วัน<br />
<em>การป้องกัน</em><br />
1. อนุบาลลูกอ๊อดในความหนาแน่นที่เหมาะสม ตารางเมตรละ 1,000 ตัว<br />
2. คัดขนาดทุกๆ 2-3 วันต่อครั้ง จนกระทั่งเป็นลูกกบแล้วอนุบาลให้ได้ขนาด 1-1.5 อัตราความหนาแน่นตารางเมตรละ 250 ตัวจากนั้นจึงปล่อยลูกกบลงเลี้ยงในอัตราตารางเมตรละ 100 ตัว<br />
3. ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำสม่ำเสมอ และรักษาความสะอาดของบ่ออนุบาล</p>
<hr />
<strong>โรคติดเชื้อแบคทีเรียในระยะตัวเต็มวัย</strong><br />
<em>อาการ</em> มีลักษณะเป็นจุดแดงๆ ตามขาและผิวตัว โดยเฉพาะด้านท้องจนถึงแผลเน่าเปื่อยบริเวณปาก ลำตัวและขา ตับมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีจุดสีเหลืองซ้อนๆ กระจายอยู่ทั่วไป ไตขยายใหญ่ บางครั้งพบตุ่มสีขาวกระจายอยู่<br />
<em>สาเหตุของโรค</em> สภาพบ่อสกปรกมาก<br />
<em>การรักษา</em> ออกซีเตตร้าซัยคลินผสมอาหารให้กบกินในอัตรา 3-5 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัมต่อวันกินติดต่อกันจนกว่าอาการจะดีขึ้น หรือให้กินไม่น้อยกว่าครั้งละ 5-7 วัน</p>
<hr />
<strong>โรคที่เกิดจากโปรโตซัวในทางเดินอาหาร<br />
</strong><em>อาการ</em> กบไม่ค่อยกินอาหาร ผอมตัวซีด<br />
<em>สาเหตุของโรค</em> โปรโตซัวในกลุ่ม Opalina sp. และ Balantidium sp.<br />
<em>การรักษา</em> ใช้ยา Metronidazole ผสมอาหารให้กินในอัตรา 3-5 กรัม/อาหาร 1 กิโลกกรัม กินติดต่อกันครั้งละ 3 วัน และเว้นระยะ 3-4 วัน แล้วให้ยาซ้ำอีก 2-3 ครั้ง หรือจนกว่ากบจะมีอาการดีขึ้น และกินอาหารตามปกติ</p>
<hr />
<strong>โรคกบขาแดง<br />
</strong><em>อาการ</em> เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผิวหนังสีผิดปกติ เสียการทรงตัว มีจุดเลือดออกตามตัว และมีแผลเกิดขึ้นชักขากระตุกและมีผื่นแดงบริเวณโคนขาหลัง เม็ดเลือดมีอาการของโลหิตจางเลือดแข็งตัวช้า และมีเลือดออกบริเวณอวัยวะภายใน<br />
<em>สาเหตุของโรค</em> การติดเชื้อ bact. A. hydrophila, Haemophilus piscium<br />
<em>การรักษา</em> เตรทตร้าไซคลิน 50-100 mg/น้ำหนักกบ 1 กิโลกรัม (ป้อน) อาจผสมอาหารหรือแช่ก็ได้ (ปริมาณเพิ่มขึ้น)<br />
1. การรักษาความสะอาด<br />
2. ฆ่าเชื้อ อุปกรณ์ และแยกออกจากกัน<br />
3. น้ำ ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน 0.5-1 ppm.</p>
<hr />
<strong>โรคตาขาว คอเอียง กระแตเวียน บวมน้ำ</strong><br />
<em>สาเหตุ</em> เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ฟลาโวแบคทีเรียม เมนิงโกเซพติคุ่ม (Flavobacterium meningosepticum)<br />
<em>อาการและรอยโรค</em> ลักษณะตาขาว ขุ่น บอด เกิดการอักเสบที่ตา มีหนองในช่องหน้าตา มีอาการทางประสาทโดยกบจะนอนหงายท้อง แสดงอาการควงสว่าน คอเอียง กบบางตัวจะบวมน้ำ พบน้ำคั่งใต้ผิวหนังและมีน้ำในช่องท้อง<br />
<em>การรักษาทางวิชาการ</em> การรักษาโรคนี้มักไม่ค่อยได้ผล โดยเฉพาะในตัวที่ป่วยหนัก ทำได้โดยลดความรุนแรงของโรค โดยแยกตัวป่วยออกและฆ่าเชื้อโรคในบ่อ หรือใช้ยาฆ่าเชื้อ เช่น ไอโอดีน เป็นต้น หรือ อาจใช้ด่างทับทิม 5-8 กรัม/น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร สาดให้ทั่วบ่อติดต่อกัน 3 วัน และผสมยาปฏิชีวนะ เช่น เอนโรฟ ล็อคซาซินกับอาหารเพื่อป้องกันการติดเชื้อในกบที่เหลือ นอกจากนี้แล้วจะต้อง แยกกบให้ปริมาณน้อยลงจากเดิม<br />
<span style="color: #ff0000;"><em>การรักษาที่แนะนำ</em> ไม่ต้องรักษาให้เปลืองยา เพราะมักจะไม่หาย ต้องยอมขาดทุนบ้าง อย่าเสียดาย โดยให้นำกบทุกตัวในฟาร์มของท่านที่ติดโรคแล้วไปทำลายทิ้ง จากนั้นให้หยุดเลี้ยงเพื่อตากบ่อไว้สัก 1 เดือน แล้วจึงเริ่มต้นเลี้ยงใหม่อีกครั้งจึงจะช่วยได้ดี หรือส่งกบที่เป็นโรคไปตรวจเชื้อ ปรึกษาแพทย์เพื่อขอตัวยามารักษาตามอาการ ป้องกันการดื้อยา แบบนี้ดีที่สุดครับ โอกาสรักษาหายจะมีเพิ่มขึ้น</span><br />
<em>การป้องกัน</em> ไม่เลี้ยงกบหนาแน่นเกินไป มีการพักน้ำและฆ่าเชื้อโรคในน้ำ ก่อนนำมาใช้ด้วยคลอรีน เปลี่ยนถ่ายน้ำสม่ำเสมอ</p>
<hr />
<span style="color: #ff0000;">ข้อมูลข้างบนนั้นเป็นแนวเชิงวิชาการมากไปหน่อย อย่าไปดูมากครับปวดหัวเกินไป เอาเป็นว่าให้ไปที่ร้านค้าเกษตรแถวบ้านท่านแล้วลองถามดูว่ามียารักษาโรคกบขายหรือไม่ก็พอครับ ถ้ามีก็ลองอ่านๆดูครับโดยสังเกตตรงส่วนประกอบของตัวยานะครับ ซึ่งถ้ามีตัวยาตัวใดตัวหนึ่งชื่อเดียวกันกับที่ผมบอกไว้ด้านบนแสดงว่าเราจะนำมาใช้รักษาโรคกบโรคนั้นๆได้นะครับ</span></p>
<hr />
<strong>จำหน่าย ยารักษาโรคกบและอาหารเสริมกบ</strong> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่หน้าจำหน่ายอุปกรณ์เลี้ยงกบ เช่น<br />
- อาหารเสริม เพื่อบำรุงระบบสืบพันธุ์พ่อแม่พันธุ์กบ<br />
- ยารักษาโรคกบ ท้องอืด บวมน้ำ<br />
- ยารักษาโรคกบ ขาแดง<br />
- ยาป้องกัน และ รักษาโรคกบ ตาขาว ตาขุ่น ติดเชื้อ คอเอียง กระแตเวียน หรือ เป็นแผล<br />
- EM หมัก ช่วยลดการเกิดน้ำเน่าเสีย หรือยืดระยะเวลาการถ่ายน้ำได้</p>
<hr />
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.obobfarm.com/FrogFarm/?feed=rss2&amp;p=53</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

